Story FromChina

ช่วงปีที่ผ่าน มา ผมกับภรรยามีธุระต้องเทียวเข้าเทียวออกโรงพยาบาลอยู่หลายรอบ …

ทั้งนี้ที่ต้องไปโรงหมออยู่บ่อยครั้งมิใช่ว่าตัวเอง หรือญาติพี่น้องเจ็บป่วยอะไรหรอก นะครับ แต่ว่ามีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่สนิทสนมกันดีหลายคนได้ทายาท พวกเราจึงต้องหิ้วของ หอบกระเช้าไปแสดงความยินดีกับ ‘หลานคนใหม่’
ปีที่ผ่านมา เฉพาะที่ทำงานของผมกับภรรยานั้นมีโอกาสได้ต้อนรับหลานคนใหม่มากถึง 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน โดยทุกครั้งที่ว่าที่คุณแม่อุ้มท้องมาเยี่ยม พวกเราก็มักจะคาดเดากันอยู่บ่อยครั้งว่าท้องนี้ได้ ผู้หญิง หรือผู้ชาย


“ท้องแล้วดูพี่สวยขึ้น สงสัยจะได้ลูกสาวนะคะ” แฟนผมอิงความเชื่อของคนโบราณคาดเดาเอาว่า ถ้าอุ้มท้องลูกสาวใบหน้า คุณแม่จะอิ่มเอิบเนื่องจากลูกสาวมีฮอร์โมนเพศหญิงเหมือนแม่ ขณะที่ถ้าอุ้มท้องลูกชายใบหน้าคุณแม่จะดูทรุดโทรมกว่า

ทั้งนี้เมื่อคลอดออกมาจริง ปรากฏว่าทฤษฎีของแฟนผมถูกต้อง 2 ใน 3 หรือถ้าคำนวณก็คิดได้ร้อยละ 66.67 ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เลวเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ผม ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับความเชื่อ และทฤษฎีเกี่ยวกับ การตั้งท้องลูกสาว หรือลูกชาย จากเว็บไซต์ Sina.com ซึ่งเป็นเว็บท่า (Portal) อันดับหนึ่งของประเทศจีนที่กล่าวถึงความเชื่อและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ ‘ความลับ’ ใน การคาดเดาเพศของเด็กทารก ที่อยู่ในท้อง ในวงเล็บ ‘โดยไม่ใช้อัลตร้าซาวนด์’

จากบทความดังกล่าว ผมพบว่ามี ความเชื่อหลายประการ ซึ่งมีผลการทดสอบ-วิจัยเชิงวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง โดยมีเรื่อง ที่น่าสนใจอย่างเช่น
ความ เชื่อที่ 1 – สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ถ้ามีความจำดี ทารกที่คลอดออกมามักจะเป็นเพศชาย
ความเชื่ออันนี้ได้รับการ พิสูจน์จากนีล วัตสันศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและทีมงานวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ (Simon Fraser University) ประเทศแคนาดา โดย ศ.วัตสัน ทำการวิจัยเป็นเวลา 18 เดือน เพื่อทดสอบความสามารถในการรับรู้ของสตรีตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด บุตรออกมาแล้ว โดยในระหว่าง 18 เดือน ได้มีการทดสอบความสามารถในการฟัง ความสามารถในการจดจำ และความสามารถในการคำนวณ รวม 8 ครั้ง


ผลการวิจัยปรากฏว่า ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องเด็กผู้ชายนั้นมีความจำที่ดีกว่าว่าที่คุณแม่ ที่กำลังตั้งท้องเด็กผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัดทั้งก่อนและหลังการคลอด โดยมีผลคะแนนในการทดสอบต่างๆ ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

กระนั้นผู้เชี่ยวชาญกลับยังหาสาเหตุ ไม่ได้ว่าอะไรเป็น ‘ปัจจัยสำคัญ’ ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างดังกล่าว
ความ เชื่อที่ 2 – หากภรรยามีสามีคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ ทารกที่คลอดออกมามักจะเป็นเพศชาย
ในเรื่องนี้ ดร.คาร์ล นอร์เบิร์ก นักวิจัยด้านการแพทย์แห่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (NBER) ได้ทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นสตรีมีบุตร 86,436 คน พบว่า ถ้าหากก่อนคลอดบุตร สามีและภรรยาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน อัตราการคลอดทารกออกมาเป็นเพศชายจะสูงกว่ากรณีที่ภรรยาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ถึงร้อยละ 14


ดร.นอร์เบิร์ก สรุปด้วยว่า การที่คู่สามีภรรยาจะได้ทารกเพศใดนั้นไม่เกี่ยวพันกับแรงปรารถนาของพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับอายุของพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับระดับการศึกษาของพ่อแม่ รวมทั้งไม่เกี่ยวข้องกับระดับรายได้อีกด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในสภาวะที่สังคมพัฒนาไปเป็นครอบครัวเชิงเดี่ยวมากขึ้น มีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้น และจำนวนคุณแม่ที่เป็น Single Mom เพิ่มขึ้น สัดส่วนการเกิดของทารกเพศชายกลับลดลง ขณะที่สัดส่วน  การเกิดของทารกเพศหญิงกลับเพิ่มขึ้น

ไม่แน่ว่า ผลการวิจัยข้างต้นอาจเป็นเครื่องอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย
ความ เชื่อที่ 3 – ระหว่างตั้งครรภ์ หากรับประทานธัญพืชมาก ทารกที่คลอดออกมามักจะเป็นเพศชาย
จากการศึกษาพฤติกรรมการ รับประทานของสตรีมีครรภ์จำนวน 740 คน โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดประเทศ อังกฤษ พบว่า ในตอนเช้าระหว่างตั้งครรภ์สตรีที่ชอบ รับประทานธัญพืช (Cereal) ก็มีโอกาสที่จะคลอดทารกเพศชายสูงกว่าเพศหญิง โดยผลการวิจัยระบุว่าสตรีมีครรภ์ที่นิยมทานอาหารเช้าที่ให้พลังงานสูง ร้อยละ 59 จะคลอดทารกออกมาเป็นเพศชาย ขณะที่สตรีมีครรภ์ที่ไม่ชอบทานธัญพืชเป็นอาหารเช้ามีโอกาสในการคลอดทารกเพศ ชายต่ำกว่ามาก หรือเพียงร้อยละ 43 เท่านั้น


การศึกษาวิจัยดังกล่าวชี้ให้ เห็นว่า พฤติกรรมการบริโภคของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ไม่เฉพาะเรื่อง ความสมบูรณ์แข็งแรงของทารกเท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึงเพศของทารกด้วย
ความ เชื่อที่ 4 – ถ้าระหว่างตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่กินจุ ทารกที่คลอดออกมามักเป็นเพศชาย
จากผลงานวิจัยของ ดร.รูลลา ทามิมิ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาให้นักวิจัยทำการสำรวจพฤติกรรมสตรีมีครรภ์จำนวน 244 คน จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันคาโรลินสกา สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนเป็นเวลาต่อเนื่องกันหกเดือน พบว่า ถ้าสตรีมีครรภ์บริโภคอาหารยิ่งเยอะ โอกาสที่ทารกในครรภ์จะเป็นเพศชายก็ยิ่งสูง


สำหรับคำอธิบายจาก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระหว่างตั้งครรภ์เด็กผู้ชายว่าที่คุณแม่จะต้องใช้พลังงานมากกว่าการตั้ง ครรภ์เด็กผู้หญิง ดังนั้น จึงต้องการบริโภคอาหารเพื่อชดเชยส่วนที่ถ่ายทอดไปให้ทารกในครรภ์
ความ เชื่อที่ 5 – ว่าที่คุณแม่ที่ประกอบอาชีพเหมาะกับเพศชายอย่าง วิศวกร ช่าง ทารกที่คลอดออกมามักจะเป็นเพศชาย
ผลการศึกษาจาก ลอนดอน สกูล ออฟ อีโคโนมิก (LSE) ประเทศอังกฤษที่ทำการสำรวจจากคนหลากหลายสาขาอาชีพกว่า 3,000 คน และตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Theoretical Biology ระบุว่า สตรีที่ประกอบอาชีพเหมาะกับเพศชายอย่างเช่นวิศวกร มีโอกาสที่จะคลอดทารกเพศชายมากกว่า เพศหญิงในอัตราส่วนสูงถึง 140 ต่อ 100 เลยทีเดียว


ผลการสำรวจดังกล่าว อาจบ่งชี้ว่าอาชีพน่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของสตรี และเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้เพศของทารกได้ด้วย

หากได้อ่านบทความชิ้นนี้ แล้ว ว่าที่คุณพ่อ-คุณแม่คู่ใดที่ปรารถนาจะได้เจ้าตัวน้อยเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง ก็อาจลองนำไปศึกษาและดัดแปลงใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองดู เผื่อว่าอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยไม่ต้องหวังพึ่งดวงชะตาฟ้ากำหนดก็ได้ ใครจะไปรู้
……………………………………………………………………………..
Mother&Care  Vol.5  No.53  May  2009

Leave a Reply

%d bloggers like this: