มะม่่วงมีคุณทางยา – เรื่องน่ารู้

มะม่่วงมีคุณทางยา – เรื่องน่ารู้

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556 เวลา 00:00 น.

มะม่วงเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเดี่ยวสีเขียว ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ปลายใบแหลม กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกออกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ลูกดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเหลืองส้ม มีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด พันธุ์มะม่วงที่นิยมปลูก ได้แก่ มะม่วงแก้วศรีสะเกษ มะม่วงพันธุ์มรกต มะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ทะวาย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง พันธุ์เขียวเสวย เป็นต้น และมีพันธุ์ส่งเสริมแยกตามลักษณะการรับประทานดังนี้ พันธุ์รับประทานสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้ อกร่อง ทองดำ พันธุ์รับประทานดิบ ได้แก่ ฟ้าลั่น เขียวเสวย และแรด พันธุ์แปรรูป ได้แก่ แก้วสามปีผลมะม่วงแก่ดิบจะให้พลังงานต่อร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เบต้า-แคโรทีน วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง ไนอาซิน วิตามินซี เป็นต้น

สรรพคุณทางยา ผลสดแก่ รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำ ผลสุก หลังรับประทานแล้วล้างเมล็ดตากแห้ง ต้มเอาน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง รับประทานแก้ท้องอืดแน่น ขับพยาธิ.

ที่มา เดลินิวส์

 

สูตรอาหาร : ซุปข้าวโพด

สูตรอาหาร : ซุปข้าวโพด


CornSoup

วันนี้ขอเอาใจคนชอบทานซุปสไตล์ฝรั่งกันหน่อย กับเมนูชื่อว่า ซุปข้าวโพด จำได้ว่าตอนเป็นเด็กชอบทานประจำเพราะช่วยให้อิ่มท้องแถมอร่อย และได้ประโยชน์อีกด้วย

ส่วนผสม

  1. ข้าวโพดฝานบางๆ 1 ถ้วย
  2. แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ
  3. เนย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. นมสด 1/2 ถ้วย
  5. หอมหัวใหญ่สับละเอียด 1/4 ถ้วย
  6. น้ำซุป 1 1/2 ถ้วย
  7. เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำ

  1. นำกระทะตั้งไฟ ใส่เนยพอละลาย ใส่หอมหัวใหญ่ลงไปผัดพอมีกลิ่นหอม ใส่แป้งสาลีตามลงไปผัดพอเข้ากัน
  2. เติมน้ำซุป ข้าวโพดที่เตรียมไว้ เกลือป่น คนให้เข้ากัน เคี่ยวต่อประมาณ 20 นาที (ถ้าเป็นข้าวโพดสดต้องฝานบางและต้มนานขึ้น ใช้น้ำซุป 2 ถ้วย เคี่ยวประมาณ 30–40 นาที)
  3. ขั้นตอนสุดท้าย เติมนมสด คนให้ทั่ว พอเดือด ยกลงจากเตา แบ่งใส่ถ้วยเสิร์ฟ

credit: www.hilunch.com

มะเขือพวง ล้างสารพิษ

มะเขือพวง ล้างสารพิษ

มะเขือพวง

คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารบางประเภท เช่น ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิอย่าง แกงไก่ จะใส่มะเขือพวงเป็นปริมาณมาก ใส่ไก่น้อย เน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนส่วนใหญ่ก็จะเลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย ได้อีกด้วย

credit: www.hilunch.com

คึ่นช่าย อาหารล้างพิษ

คึ่นช่าย อาหารล้างพิษ


คึ่นช่าย

ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือด และช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินคึ่นช่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจาก คึ่นช่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมแรงดันเลือดให้คงที่ ในคึ่นช่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่อีกด้วย

credit: www.hilunch.com

แครอท ช่วยล้างพิษ

แครอท ช่วยล้างพิษ

Carrot

แครอท อุดมไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน (Alpha and Beta– carotene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามิน A และถือได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษ ในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจ และหัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

credit: www.hilunch.com

อะโวคาโด ผลไม้รักษาโรค

อะโวคาโด ผลไม้รักษาโรค

Avocado-bsp

อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน (Glutathione) ที่สามารถช่วยลดคลอเสสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตันทำให้หลอดเลือดมีความ ยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

credit: www.hilunch.com

เด็กเล็กไม่ควรกินปลาทะเลขนาดใหญ่

เด็กเล็กไม่ควรกินปลาทะเลขนาดใหญ่

ปลาทะเล เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตก็จริง แต่ขณะเดียวกันสารปรอท ที่มีอยู่ในตัวปลาก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพหากสะสมในปริมาณมากเกินไป  เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยได้เตือนพ่อแม่ผู้ปกครองชาวออสซี่ว่าไม่ควรให้เด็กเล็กที่มีอายุต่ำ กว่า 6 ปีกินปลาทะเลขนาดใหญ่เพราะเสี่ยงต่อการได้รับสารปรอทอันอาจเป็นอันตรายต่อ ระบบสมองและระบบประสาทของลูกน้อยได้

สืบเนื่องจากนักวิจัยจากโรงพยาบาลเวสต์มีด ในซิดนีย์ ได้ศึกษาครอบครัวชาวเอเชียที่นิยม
ให้ลูกเล็กกินโจ๊กเป็นอาหารเสริมเป็นประจํารวมทั้งเป็นมื้อหลักเมื่อหย่านม ด้วย ซึ่งในโจ๊กมักจะใส่เนื้อปลาเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตช่วย พัฒนาสมองลูก ปรากฏว่าตรวจพบสารปรอทในตัวเด็กในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติถึง 5 เท่า

“ถ้าอยากให้ลูกกินปลาทะเลก็ควรเน้นปลาขนาดเล็กจะดีกว่า และควรให้เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ส่วน” นักวิจัยแนะนํา สําหรับปลาทะเลขนาดใหญ่ที่นิยมกินกันนั้น ได้แก่ ปลาดุกทะเล (catfish) ปลากระโทงแทง (marlin) และปลาswordfish

เด็กเล็กไม่ควรกินปลาทะเลขนาดใหญ่

เครื่องดื่มเพิ่มพลังยามเช้า

เครื่องดื่มเพิ่มพลังยามเช้า

ใครที่อยากเพิ่มพลังให้ตัวเองในตอนเช้า วันนี้เรามีเครื่องดื่มสำหรับเพิ่มพลังในตอนเช้ามาบอก…

เครื่องดื่มเพิ่มพลังยามเช้า

น้ำมะนาว
ลอง หาน้ำมะนาวมาดื่มตอนเช้า เพราะในน้ำมะนาวจะมีกรดซิตริก มีวิตามินซีที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะ แก้อาการเจ็บคอแล้วยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเปลือกที่โดนคั้นยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้อีก

น้ำขิง
สำหรับ คนที่มีอาการเมาค้าง คลื่นไส้ อยากอาเจียน ก็ขอแนะนำน้ำขิงร้อน ๆ สักแก้ว เพราะในขิงมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า จินเจอรอล เป็นสารเคมีประเภทน้ำมันหอมระเหย จัดอยู่ในกลุ่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ทำให้รู้สึกมึนเมา แถมยังแก้อาการเมาได้ดี การทำน้ำขิงให้อร่อยนั้น ควรบุบหัวขิงที่ไม่แก่จัดจนเกินไป ต้มด้วยน้ำร้อนพอเดือด อย่าต้มนานเกินไป เพราะขิงจะเสียรสและกลิ่นไปได้

น้ำผักหรือน้ำผลไม้
เป็น เครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินเอ โฟลิคแอซิด และแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี นอกจากนั้นในน้ำผักและน้ำผลไม้ยังมีส่วนผสมของน้ำตาลโดยธรรมชาติ ซึ่งสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้หายเหนื่อย หายเพลีย ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

น้ำหวาน
คนที่นอนดึก ส่วนใหญ่ยามเช้าจะมีอาการปวดหัว มึนศีรษะ เกิดอาการเครียดทางประสาท ซึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรรับประทานอาหารเช้าที่มีแป้งและน้ำตาลซึ่งจะสามารถช่วยได้ โดยเฉพาะน้ำตาลนั้นจะถูกดูดซึมได้ดีและง่าย ดังนั้นน้ำหวานจะทำให้จิตใจสงบ คลายอาการเครียดและมึนงงได้อย่างดี

นมถั่วเหลือง
เหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะนมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มที่ให้โปรตีนที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์

กาแฟ
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มยามเช้าของคนทำงาน เพราะกาแฟช่วยกระตุ้นความสดชื่นก่อนลงมือทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดอาการหอบในผู้ที่เป็นโรคหอบหืด และเป็นผลดีต่อนักกีฬาในการเพิ่มความทนทานและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลา นาน

ถ้าอยากรู้สึกสดชื่นยามเช้า ก็ลองหาเครื่องดื่มที่แนะนำมาดื่มกันดูได้.

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เทคนิคพิชิตเครียด

เทคนิคพิชิตเครียด

วัยรุ่น…เซ็ง… เครียด…สัญญาณอันตราย ในช่วงชีวิตของการเป็นวัยรุ่น จะต้องมีระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ พบเทคนิคพิชิตเครียดจากศูนย์รีไวทัลไลท์

เทคนิคพิชิตเครียด

ใน ช่วงชีวิตของการเป็นวัยรุ่น จะต้องมีระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญรออยู่ 1 โค้งนั่นคือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบกลาง หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า แอดมิชชั่น (Admissions) ซึ่งมีผลให้เด็กวัยรุ่นต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับการสอบ จนกลายเป็นความตึงเครียดทั้งทางจิตใจและร่างกาย แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ ในการประกาศผลสอบทุกปีจะมีเด็กที่ผิดหวังเป็นจำนวนมาก บางคนเครียดจัดถึงขนาดฆ่าตัวตาย ซึ่งหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามร่วมมือกันหาวิธีรับมือ และแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

นายแพทย์ สรวุฒ คุ้มครองธรรม จาก ศูนย์รีไวทัลไลท์ฯ ซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างความมีชีวิตชีวาและการชะลอวัย แบบองค์รวมในระดับเซลล์ มีความห่วงใยในปัญหาดังกล่าวเช่นกัน จึงฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้ให้วัยรุ่นที่กำลังเครียดกับการประกาศผลสอบเข้า มหาวิทยาลัยซึ่งจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ รวมถึงผู้ที่อาจพลาดหวังจากการสอบเพื่อไม่ให้คิดทำร้ายตัวเอง

การ สอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้จะเป็นเส้นทางสำคัญหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเส้นทางที่จะต้องมีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง สำหรับคนที่พลาดตรงนี้ อย่าเพิ่งเสียใจ หมดหวัง เพราะการสอบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โอกาสหน้าเรายังสามารถแก้ตัวใหม่ได้อีก ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมและพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนใครที่ไม่อยากเสียเวลา ก็ยังมีสถาบัน การศึกษาอื่นให้เลือกเรียนอีกมาก อย่าคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเอง เพราะอนาคตของเราไม่ได้วัดกันที่เรื่องนี้แค่อย่างเดียว คุณหมอสรวุฒ ให้ข้อคิด

อย่างไรก็ตาม ความเครียด ก็สิ่งใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา เพราะเกิดจากภาวะของจิตใจตนเองที่ตื่นตัวพร้อมจะเผชิญกับความกดดันอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งคาดคิดว่าเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขให้หมดสิ้นหรือบรรเทาลงได้ สำหรับวัยรุ่นที่มีความเครียดมาก อาจแสดงออกมาในรูปของการเก็บตัว ไม่พูดคุยกับใคร ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่ง หรือหลบหน้า มีอาการซึมเศร้า กินอาหารไม่ลง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แน่นหน้าอก ท้องอืด ปวดหัว มีผื่นขึ้นตามตัว ซึ่งหากพบใครมีอาการแบบนี้จะต้องรีบให้ความช่วยเหลือ แก้ไขโดยเร็ว

อย่างที่เห็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ปัจจุบันมีวัยรุ่นฆ่าตัวตายมากขึ้น จากหลายๆสาเหตุ เช่น ผิดหวังจากความรัก น้อยใจพ่อแม่ เรื่องการเรียน โดยเฉพาะเด็กบางคนที่พ่อแม่คาดหวังไว้มาก ก็ยิ่งจะทำให้ลูกรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง เมื่อเด็กหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้มักจะแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย การเลี้ยงดูจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกให้เรียนรู้ในการเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ และแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล รู้จักยอมรับความเป็นจริง ก็จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับเขาในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างดี สำหรับครอบครัวไหนที่มีลูกหลานผิดหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ควรให้กำลังใจ เข้าอกเข้าใจเด็ก อย่าซ้ำเติม หลีก เลี่ยงการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เพื่อให้เด็กไม่เครียด ยิ่งเด็กที่เคยทำร้ายตัวเองมาก่อน คุณพ่อคุณแม่ควรต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะเขาอาจทำซ้ำอีกเนื่องจากความผิดหวัง ก็ได้ จึงพยายามอย่าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เป็นข้อควรปฏิบัติ ที่คุณหมอฝากไว้

นอกจากนี้ คุณหมอสรวุฒ ยังมีวิธีแก้เครียดมาฝากกันอีก ซึ่งทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ ไม่จำกัดแค่กลุ่มวัยรุ่นที่เกิดความเครียดเท่านั้น โดยคุณหมอแนะว่า ถ้าเกิดความเครียดมากๆ ก็ควรหาทางระบายออกด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ชื่นชอบ เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฯลฯ และพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง

เวลานอนที่ดีที่สุดของคนเราคือ ช่วง 4-5 ทุ่ม เพราะจะมีฮอร์โมนที่หลั่งออกมาช่วยซ่อมแซมร่างกายระหว่างเราหลับ วัยรุ่นที่นอนดึกจึงมักจะโตช้า ห้องนอนก็ควรจะมืดสนิท เพราะมีฮอร์โมนตัวนึงชื่อ เมลาโตนิน จะหลั่งออกมาตอนไฟมืดสนิท เป็นเหมือนนาฬิกาชีวิตเรา ทำให้แก่ช้าลง และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเรา หากมีอาการนอนไม่หลับ เพราะเครียดหรือคิดเรื่องอะไรมากเกินไป การดูทีวีก่อนนอน ก็ทำให้สมองไม่ได้พัก จึงไม่ควรทำอะไรก่อนนอนแล้ว ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือกิน ควรนั่งวิปัสนา ทำจิตใจให้ว่าง จะได้นอนหลับสบาย คุณหมอสรวุฒ กล่าว

จากกิจกรรมคลายเครียด ลองมาดูถึงเรื่องอาหารการกิน ที่ช่วยลดความเครียดกันบ้าง ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์ ไข่ จะมีสารอาหารช่วยลดระดับความเครียดชื่อ ทริปโตฟาน, ในธัญพืชต่าง ๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก มีสารอาหารจำพวกวิตามินบี ๖ , ตับ เครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ จะมีสารอาหารจำพวกวิตามินบี ๓ ฯลฯ ส่วนของหวานสุดโปรดของหลายๆ คนอย่าง ช็อคโกแลต ก็ช่วยแก้เครียดได้ชะงัดเช่นกัน

แต่สำหรับผู้ที่มี อาการเครียดเรื้อรัง หาวิธีแก้ไขอย่างไรก็ยังไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นจะต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยเหลือ ซึ่งศูนย์รีไวทัลไลท์ฯ ซอยร่วมฤดี มีโปรแกรมการแก้ปัญหาอาการเครียดอย่างได้ผล ที่เรียกว่า โปรแกรม Wellness Stress Management เป็นโปรแกรมที่รวบรวม ศาสตร์แห่งการคลายเครียดในระดับลึก ทั้งศาสตร์ตะวันออกและศาสตร์ตะวันตก เพื่อการผ่อนคลายอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วย เทคนิค การดลจิต เพื่อการผ่อนคลายในระดับลึก การนวดกดจุด เพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเมื่อยล้าทางร่างกาย และปิดท้ายด้วยการเพิ่มพลังและความสดชื่น ให้กับอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์ C.I.T.E. (Controlled Ionically Transferred Energy) ซึ่ง เทคโนโลยีของ CITE คือ Ionizer ที่ปล่อยประจุ เข้าสู่ร่างกายและไปตามเส้น Meridian เพิ่ม Qi แก่ร่างกายทุกส่วน ดังนั้นพลัง Qi ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่สึกหรอ โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ และเพิ่มความมีชีวิตชีวา Vitality แก่อวัยวะในร่างกาย

ชีวิต วัยรุ่นเป็นช่วงที่มีสีสันและเสน่ห์มาก หากรู้จักใช้ความคิดและมีสติ ก็สามารถเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ปลอดภัยตลอดรอดฝั่ง แต่หากปล่อยให้อารมณ์ผิดหวังเพียงวูบเดียวมาทำลายโอกาสดีๆ ที่รออยู่ในอนาคต ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง หากมีปัญหาเรื่องเครียดจนทำให้ความสุขในชีวิตเริ่มขาดหายไป เชิญมาสัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยให้สุขภาพกายและใจของคุณดีขึ้นอย่าง สมดุล ณ ศูนย์รีไวทัลไลท์ ซอยร่วมฤดี สอบถามรายละเอียดได้ที่ Calll Center 02-651-4751-3 หรือ www.revitalite.co.th

Revitalite มหัศจรรย์แห่งสุขภาพและความงามที่ทำให้ชีวิตทุกด้านของคุณดีขึ้น

ที่มาข้อมูล : บริษัท พับบลิค ฮิต จำกัด

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

มีบ้างไหมที่คุณรู้สึกเหนื่อย….เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจเสียเต็มประดา จนไม่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรทั้งวัน

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

อยากนอนอยู่กับที่เฉยๆ เผื่อจะหายเหนื่อยขึ้นมาบ้าง เหนื่อยแบบนี้ไม่เหมือนกับความเหนื่อยที่เกิดขึ้นหลังวิ่งหรือออกกำลังกายมา ใหม่ๆ นะครับ แต่หมายถึงอารมณ์เพลียละเหี่ยใจพาลไม่มีแรงทำอะไรสักอย่าง พอถึงวันหยุดก็จมอยู่กับที่นอนทั้งวันจนเหมือนคนขี้เกียจ แถมให้คิดอะไรก็คิดไม่ค่อยจะออกเสียด้วย กลายเป็นคนความคิดช้า ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนที่เคยเป็น

เชื่อไหมว่าในโลกนี้มีคนที่ กำลังมีอาการแบบนี้อยู่อีกเป็นล้านๆ คน จนแทบเหมือนเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาหรอกนะครับ เพราะลองคิดว่าถ้ามีคนมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียละเหี่ยใจตลอดเวลาแบบนี้เยอะขนาดนั้น แล้วองค์กรหรืองานที่คนเหล่านี้ทำอยู่จะเคลื่อนตัวไปได้ช้าเพียงใด ยิ่งหากมองภาพรวมในระดับประเทศชาติยิ่งแล้วใหญ่ การพัฒนาศักยภาพแขนงต่างๆ อะไรต่อมิอะไรคงเป็นไปได้ช้าพิลึก!

ในทางการแพทย์มองว่าอาการ อ่อนเพลียของคนเราที่เกิดขึ้นเสมอๆ นี้ ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา สาเหตุของความเหนื่อยอ่อนแบบนี้คงจะตอบได้ยากว่าเกิดจากอะไรแน่ เพราะแต่ละคนล้วนมีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วมักจะมีเหตุมาจากความเจ็บป่วยไม่สบาย การอดนอน ความเครียด คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การทำงานมากเกินไป การรับประทานยาประจำตัว หรือไม่ก็อารมณ์ที่กำลังซึมเศร้าจากแรงกดดันรอบๆ ตัว ยิ่งอยู่ในสภาพสังคมเมืองใหญ่ที่เรามักจะใช้พลังร่างกายกันเกินพิกัด เวลาควรนอนไม่ได้นอน เวลาควรกินไม่ได้กิน เพราะทำงานเกินเวลา หรือเป็นพวกนิยมการปาร์ตี้สังสรรค์ดึกดื่นข้ามวันข้ามคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาเลยลุกไม่ไหว เรียกว่าปาร์ตี้กันเพลินเกินเวลาพาให้งานการเสียก็มีอยู่ไม่น้อย พอได้สติขึ้นมาก็รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรเสียแล้ว

อาการ เหนื่อยๆ เพลียๆ นี้อาจรักษาได้ด้วยยาบางอย่าง อย่างเช่น ยาระงับประสาท หรือยานอนหลับ กินให้คลายเครียดนอนหลับสนิท ตื่นมาจะได้มีเรี่ยวแรง แต่ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ก็อย่างที่พอรู้ๆ กันอยู่ ถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลเสียต่อสุขภาพจิตประสาทแน่ๆ ทางที่ดีกว่าคือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเสียใหม่น่าจะให้ผลที่ดีใน ระยะยาวกับตัวคุณมากกว่า ลองพิจารณา 8 วิธีที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ แล้วนำไปปฏิบัติตามดู คุณอาจจะหยุดความอ่อนเพลียละเหี่ยใจกลับมาเป็นคนใหม่ได้ในเวลาไม่ช้าครับ

1.ไปตรวจสุขภาพ ลองนึกๆ ดูว่าที่คุณรู้สึกเหนื่อยๆ นั้นเป็นเพราะเกิดมาจากอาการไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเปล่า เพราะอาการอย่างเช่น เบื่ออาหาร มึนงง หัวหมุนติ้ว ปวดเมื่อยเนื้อตัว งงๆ ลอยๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือซึมเศร้า บางทีอาจมาจากโรคที่ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ หรือบางครั้งยาที่เราจำเป็นต้องกินเข้าไปก็มีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายเรา อ่อนเพลียได้ เช่นยาประเภทที่มีผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย ยาแก้แพ้ หรือยารักษาอาการติดเชื้อบางประเภท ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่าง ยาระงับประสาทบางตัว อาจทำให้คนที่กินง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งคุณควรจะขอคำแนะนำจากคุณหมอเพิ่มเติมในเรื่องนี้ดูว่ามีวิธีไหนที่จะ หลีกเลี่ยงได้บ้าง

2. ให้ความสำคัญกับการนอนหลับเพิ่มขึ้น ในวันหนึ่งๆ คุณควรจะนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากคุณนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นประจำ ลองนึกดูว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการนอนของคุณบ้าง เช่น ชอบเปิดไฟนอน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือก่อนนอนเป็นนิสัย การทำแบบนี้มักจะเป็นการรบกวนการนอนของคุณโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรยกกิจกรรมเหล่านี้ไปทำที่อื่น แล้วก่อนนอนควรทำอะไรที่จะทำให้จิตใจคุณสงบนิ่ง สบาย เช่น อาบน้ำให้สะอาด หรือทำสมาธิสวดมนต์ ไหว้พระ เป็นต้น แล้วเมื่อถึงเวลานอนให้ตรงเข้ามาในห้องนอนเพื่อนอนเพียงอย่างเดียว อ้อ…ควรงดการดื่มกาแฟ หรือแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนด้วยครับ

3. กินอาหารให้เพียงพอกับธรรมชาติของร่างกายต้องการ นอกจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันในปริมาณที่สมดุลแล้ว ยังจำเป็นต้องกินอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอด้วย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีกำลังวังชา ไม่กินมากไปจนทำให้อ้วนเดินไม่ไหว หรือกินน้อยไปจนกลายเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย เลือกกินให้พอดีๆ ทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ก็จะช่วยคุณไม่ให้ไปเสียเงินเพิ่มกับค่าอาหารเสริมต่างๆ ทำให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นด้วย

4. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วขึ้นไป หลายๆ คนพอจะรู้อยู่ว่าการดื่มน้ำเปล่ามากๆ จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น แต่คุณบางคนอาจยังไม่เคยทราบว่าการดื่มน้ำก็ให้พลังงานกับร่างกายได้ด้วย เหมือนกัน เพราะเวลาที่ร่างกายไม่ได้รับน้ำเพียงพอ โดยธรรมชาติจะพยายามปรับตัวทำงานให้หนักขึ้นเพื่อให้ได้น้ำมาใช้ในกระบวนการ เผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงาน คล้ายๆ กับรถที่ขาดน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ในเวลาที่คุณต้องออกแรงหรือใช้ความคิดมากๆ จนรู้สึกหมดเรี่ยวแรง การได้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำผักคั้นสดๆ สัก 1-2 แก้วจะช่วยทำให้คุณรู้สึกแช่มชื่นขึ้นได้อย่างเห็นผล เพราะทั้งน้ำตาลธรรมชาติและวิตามินในน้ำผัก/ผลไม้จะเข้าไปทดแทนส่วนที่ถูก ใช้ไปได้เป็นอย่างดี และหากเป็นไปได้ควรพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนจะดีกว่า

5. กินอาหารแต่ละมื้อให้อิ่มพอดี หรือแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ ปริมาณน้อยแต่เพิ่มจำนวนมื้อ คุณลองสังเกตดูเวลาเรากินอาหารเข้าไปเยอะๆ จนอิ่มแปล้นั้น มักจะตามมาด้วยอาการง่วงเหงาเงื่องหงอยในอีกไม่กี่นาทีต่อมาเสมอครับ นั่นเพราะร่างกายใช้พลังงานอย่างสูงไปในการย่อยอาหารจนหมด ดังนั้นการกินอาหารมื้อละน้อยๆ จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานแต่พอดีๆ แต่ยังช่วยให้ระบบการย่อยของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย แถมจะช่วยให้การเผาผลาญอาหารทำได้เต็มที่กว่าเดิมด้วย

6. หายใจลึกๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับลมหายใจเข้า-ออก สักติดต่อสักประมาณ 2 นาที จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอารมณ์เหน็ดเหนื่อย วิตกกังวล เศร้าใจ เสียใจ หรือโกรธ ต่างๆ ได้มาก ซึ่งมีผลให้จิตใจของคุณสงบ สบายขึ้น คุณอาจตั้งสติจดจ่อกับการหายใจแบบนี้ในเวลาที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่คนเดียว เช่น ตอนที่รถติดๆ บนถนน ขณะเดินเล่น หรือแม้กระทั่งเวลาซักผ้า ล้างจาน จะช่วยให้จิตใจของคุณมีสมาธิดีขึ้นได้

7. ออกกำลังกายให้มากขึ้น และทำอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นมาในสมองโดย อัตโนมัติ ซึ่งสารนี้จะเป็นสารที่ให้ความรู้สึกเป็นสุข ช่วยคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้ชะงัด และยังช่วยให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานที่ร่างกายเผาผลาญมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ขนาดที่เหมาะคือออกกำลังกายหนักปานกลางวันละ 30 นาทีอย่างน้อยๆ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ หากคุณเป็นคนหนี่งที่นานๆ จะมีโอกาสออกกำลังกายสักที ควรตั้งต้นเสียใหม่ยังไม่สายเกินไปด้วยการเริ่มต้นออกกำลังจากทีละน้อยๆ ช้าๆ ก่อน เช่น การเดินรอบๆ บ้าน แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง ความหนักทีละนิดๆ เช่น เปลี่ยนเป็นวิ่งระยะใกล้ๆ แล้วค่อยเพิ่มระยะทางยาวขึ้น เลือกการออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวเสีย ก่อน เมื่อคุณได้ใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายแล้วจะช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิท ความรู้สึกนึกคิดก็จะแจ่มใสกว่าเดิม

8.อยู่กับปัจจุบันให้ได้ เคยมีคนกล่าวไว้ว่า หากแบ่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตเป็น 100 ส่วน ประมาณ 35 ส่วนจะถูกใช้ไปกับการคิดถึงอดีต 35 ส่วนจะใช้กับการคิดถึงอนาคต ที่เหลืออีกเพียง 30 ส่วนจึงจะใช้คิดถึงเรื่องปัจจุบัน ฟังแล้วคงเห็นภาพว่าทำไมเราถึงรู้สึกเหนื่อยกับเรื่องบางเรื่องที่มันผ่านไป แล้วและเราไม่สามารถแก้ไขได้ หรือเหนื่อยกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเสียเหลือเกิน ดังนั้นทางออกก็คือ การอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ การจดจ่อกับปัจจุบันกาลจะทำให้คุณมีสติรับรู้อันเต็มเปี่ยมทุกขณะจิต มองโลก มองสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ตามความเป็นจริง และจะช่วยให้คุณตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมาก เลือกทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง ไม่ลนลาน หรือร้อนรน ทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนรอบข้างได้

อ่านจนครบ 8 วิธีแล้ว หวังว่าใครที่มักจะรู้สึกเพลียใจอยู่จนเป็นกิจวัตรน่าจะปรับตัวได้ดีขึ้นนะ ครับ แถมท้ายอีกหน่อยด้วยวิธีแก้เครียด วิตกกังวล และกลัว ซึ่งมีที่มาเหตุการณ์ต่างๆ ที่คุณประสบพบเจอ ปัญหาชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจ ความคิด ความทรงจำ หรือแม้แต่ความผิดหวังจากที่คาดหวังเอาไว้ ทั้งหมดนี้ล้วนก่อความเครียดให้คุณได้ไม่มากก็น้อย นำมาซึ่งอาการข้างเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหัว ปวดคอ ปวดตึงที่กล้ามเนื้อไหล่ เหงื่อออกมาก ใจเต้นแรง เป็นต้น วิธีทำใจให้คลายเครียดที่เราอยากแนะไว้ตรงนี้ โดยการ

  • กินอาหารให้ถูกสัดส่วน พร้อมกับหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างที่พูดถึงไปแล้วข้างต้น
  • อย่า เก็บปัญหาที่คุณกำลังเครียดอัดอั้นไว้กับตัว ลองปลดปล่อยมันออกมาด้วยการเล่าให้เพื่อนสนิทที่คุณไว้ใจได้สักคนฟัง ปรึกษาเพื่อนถึงปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ การปลดปล่อยจะทำให้คุณรู้สึกสบายขึ้น แล้วสติปัญญาแจ่มใสคิดแก้ไขสถานการณ์ก็จะเกิดตามมาไม่เชื่อลองดู
  • ผ่อนคลาย จิตใจ ด้วยการหัวเราะเสียบ้าง การอยู่ท่ามกลางคนอารมณ์ดีจะช่วยคุณได้มากในเรื่องนี้ จะทำให้คุณคลายความเครียดได้ชะงัด ความคิดจะกลับมาแจ่มใส พร้อมหันหน้าสู้ปัญหาอย่างมีสติ
  • ให้เวลากับกิจกรรมหรืองานอดิเรก ที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน ฯลฯ จะเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ทั้งยังให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากปัญหาเดิมๆ เหล่านั้นด้วย เผลอๆ จะช่วยคุณมีทางออกให้กับปัญหาแบบไม่รู้ตัว
  • ที่สำคัญที่สุดอย่างที่กล่าวไปแล้วคือ การอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด ครับ

credit: lifestyle.th.msn.comที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

%d bloggers like this: