เทคโนโลยีป้องกันอันตรายสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด

เทคโนโลยีป้องกันอันตรายสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด!

ทุกวันนี้ ในมุมของคนเป็นพ่อแม่ ต่างเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า โลกภายนอกนั้นอันตรายเหลือเกิน ยิ่งกับเด็กปฐมวัยที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากนัก และล่าสุดกับกรณีน้องเอย ที่เราพบว่าความสูญเสียที่เกิดกับครอบครัวและสังคมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประมาณค่าได้ และไม่มีใครอยากให้เกิดกรณีน้องเอย 2 3 4 ตามมาเป็นแน่

วันนี้ เราจึงมองหาเทคโนโลยีที่อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้โลกของเด็กปลอดภัยมากยิ่งขึ้นมาฝากกันค่ะ ซึ่งพ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องซื้อหามาใช้ เพราะจุดมุ่งหมายของทีมงานเพียงแค่ต้องการแนะนำว่า แต่ละเครื่องมือเขามีเทคนิคอย่างไรในการป้องกันภัยให้กับเด็ก เผื่อให้พ่อแม่แต่ละบ้านนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมค่ะ เริ่มจาก

 

1. เทอร์โมมิเตอร์ไฮเทค บอกได้ว่าร้อน – เย็นเกินไปหรือไม่

เราอาจเคยมีเทอร์โมมิเตอร์ที่บอกได้ว่าอุณหภูมิห้อง ณ ตอนนั้นอยู่ที่เท่าไร แต่เราอาจไม่เคยทราบเลยก็ได้ว่า มันเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับเด็กหรือเปล่า เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไปหรือไม่ เจ้าเทอร์โมมิเตอร์รูปไข่นี้จึงถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ดังกล่าวแทนเทอร์โมมิเตอร์แบบเดิม ๆ โดยมันสามารถเตือนให้ผู้ปกครองทราบว่า ห้องที่เด็กนอนอยู่นั้นอากาศร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปได้นั่นเอง

 

2. สายรัดข้อมือบอกได้ว่าหนูอยู่ที่ไหน

หากพ่อแม่ลูกมีกิจกรรมที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านบ่อย ๆ เช่น ไปห้างสรรพสินค้า ไปสนามเด็กเล่น ตลาด โรงพยาบาล สนามบิน ฯลฯ กันเป็นประจำ การมีตัวช่วยอย่างสายรัดข้อมือที่ดูไม่สะดุดตานี้ก็น่าสนใจชิ้นหนึ่ง เผื่อในกรณีที่หลงทางกับลูก โดยมันสามารถระบุตำแหน่งของเด็กได้ 1 ชุดมีสองชิ้น ชิ้นหนึ่งพ่อแม่เป็นผู้สวม อีกชิ้นให้ลูกสวม โดยอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นจะสามารถส่งสัญญาณถึงกันได้ระยะ 100 ฟุต ซึ่งระบบจะแจ้งระยะห่างของเด็กให้ทราบผ่านทางหน้าจอ LCD

อย่างไรก็ดี ในท้องตลาด เราพบว่าอุปกรณ์ในลักษณะนี้ยังมีอีกหลายแบบ แต่ทั้งหมดล้วนมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมีตัวส่งสัญญาณตัวหนึ่งและเครื่องที่ใช้เตือนภัยให้พ่อแม่ทราบอีกเครื่องหนึ่งนั่นเอง

 

3. เด็กอยู่ในสระว่ายน้ำหรือไม่ ทราบได้ทันที

การมีสระว่ายน้ำอยู่ภายในบริเวณบ้านอาจเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่าฐานะของบ้านหลังนี้เป็นอย่างไร แต่ก็เป็นสระว่ายน้ำอีกนั่นแหล่ะที่อาจนำอันตรายมาสู่คนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่อาจหนีคุณพ่อคุณแม่ลงไปเล่นน้ำโดยพลการ เพราะพวกเขาจะเสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิตได้นั่นเอง ส่วนเจ้า PoolSonix Pool Alarm ก็มีไว้เพื่อป้องกันความสูญเสียดังกล่าว โดยส่วนของเซนเซอร์ของตัวเครื่องจะถูกติดตั้งอยู่ในสระว่ายน้ำ คอยตรวจจับการเคลื่อนไหวของคลื่นใต้น้ำ หากมีคนลงมาในสระว่ายน้ำในเวลาที่ระบบได้ถูกตั้งเตือนเอาไว้ เจ้าของบ้านจะได้ทราบทันทีนั่นเอง ข้อดีของมันอีกข้อคือทำงานด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย

 

4. มือถือป้องกันเด็กถูกทำร้าย

ด้วยหน้าตาของโทรศัพท์มือถือเหล่านี้อาจทำให้มันดูธรรมดา ๆ แต่ฟีเจอร์ที่มือถือรุ่น SA800i ของค่าย DocoMo ได้ใส่เอาไว้นั้นค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เช่น มันมี GPS ที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่าลูกอยู่ที่ไหน รวมถึงมีเสียงเตือนภัยเมื่อเกิดอันตรายกับเด็ก ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าเหมาะสำหรับเด็กที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนคนเดียว หรือเดินทางไปด้วยการเดินเท้า

 

5. คนขี้ลืมลูกไว้ในรถควรมีผู้ช่วยเตือน!

เครื่องมือชิ้นสุดท้าย แม้จะไม่อยากเอ่ยถึงกรณีน้องเอย ซึ่งทำให้พ่อแม่ทุกคนใจสลายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันก็จำเป็นค่ะ เพราะผู้ใหญ่ขี้ลืมทั้งหลายหากไม่สามารถดูแลเด็ก ๆ ได้ ก็ควรมีคนช่วยเตือน เพื่ออาจจะป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดกับอนาคตของชาติได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจากที่ทีมงานไปค้นหามา ก็พบว่ามีเจ้าเครื่อง ChildMinder car seat sensor นี้อยู่ โดยมันมีลักษณะเป็นแผ่นเซนเซอร์สำหรับสอดเข้าไปใต้เบาะนั่งในรถ หรือคาร์ซีท ส่วนตัวเครื่องส่งสัญญาณจะให้ติดไว้กับพวงกุญแจรถ

การทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวคือ แผ่นเซนเซอร์จะคอยวัดว่ามีน้ำหนักกดทับลงมาบนแผ่นเซนเซอร์อยู่หรือไม่ (เท่ากับว่ามีเด็กนั่งอยู่หรือไม่นั่นเอง) เมื่อมันตรวจจับสัญญาณได้ว่า ที่คาร์ซีทยังมีเด็กนั่งอยู่ แต่ตัวเครื่องส่งสัญญาณที่ติดกับกุญแจรถเริ่มห่างออกไปเรื่อย ๆ จนเกิน 15 ฟุต มันจะส่งเสียงเตือนให้ผู้ถือกุญแจรถรู้สึกตัวว่าตนเองได้ลืมเด็กเอาไว้ในรถทันที

แต่การมีเครื่องมือในลักษณะนี้ออกวางจำหน่ายอาจเข้าใจได้ว่า ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ของไทยที่สะเพร่าจนเป็นนิสัย แต่ยังมีผู้ใหญ่ที่ทำเรื่องไม่น่าให้อภัยอยู่อีกเป็นจำนวนมากทั่วโลกนั่นเอง

 

ขอบคุณ : ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

3 เคล็ดลับดูแลคุณแม่ท้องลาย

3 เคล็ดลับดูแลคุณแม่ท้องลาย

ไม่ อยากให้ริ้วรอยใดๆ มากล้ำกรายผิวสวย ต้องช่วยกันถนอมดูแลผิวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่มักเผชิญกับหน้าท้องลาย ซึ่งเป็นปัญหาผิวพรรณที่น่าหวั่นใจ ถ้าไม่แก้ไขหรือบรรเทาให้เบาบางลงด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ ก็จะทิ้งริ้วรอยผิวไว้ไม่งามตา กลายเป็นปัญหาคาใจไปจนถึงหลังคลอดหรือตลอดกาลก็เป็นได้ค่ะ

เคล็ดลับที่ 1 : ดูแลผิวหน้าท้อง…ต้องเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์
แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงปัญหาท้องลายได้ยาก และไม่มีทางป้องกันปัญหานี้ เพราะไม่มีครีมหรือยาทาชนิดใดที่จะป้องกันปัญหาท้องลายอย่างได้ผล แต่คุณแม่ก็ทาครีมแก้ไขหรือบรรเทาให้ลดลงได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ เพราะถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานไปจนถึงช่วงหลังคลอด ปัญหาริ้วรอยที่ไม่น่าพิสมัยเหล่านี้จะแก้ไขได้ยากกว่าที่คาดค่ะ

เคล็ดลับที่ 2 : เผยผิวสวย ดูแลด้วยเครื่องบํารุงผิว
แม้การใช้เครื่องบํารุงผิวพรรณทาหน้าท้องจะไม่สามารถป้องกันท้องลายให้คุณ แม่ได้โดยตรง แต่ก็ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอได้ จึงเท่ากับเป็นการช่วยลดความรุนแรงของปัญหาท้องลายได้ทางอ้อมเช่นกัน
• ขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ ควรใช้เครื่องบํารุงผิวพรรณ เช่นน้ำมันมะกอก ครีมหรือโลชั่นบํารุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ หรือเบบี้โลชั่นชนิดใดก็ได้ที่ปลอดภัย โดยเน้นส่วนผสมที่สกัดมาจากธรรมชาติ
• ทาครีมทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จหรือเมื่อรู้สึกคัน โดยเมื่ออาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวเพียงพอหมาดๆ แล้วรีบทาครีมบํารุงผิวให้ทั่วท้องทันที เพราะช่วงนั้นผิวจะเก็บความชุ่มชื้นได้มากที่สุด
• ทาหน้าท้องเบาๆ เป็นประจําต่อเนื่องไปจนถึงช่วงใกล้คลอด เพื่อช่วยลดปัญหาหน้าท้องแตกลายหลังคลอด แล้วเพิ่มปริมาณเนื้อครีมให้มากขึ้นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ
• เลือกโลชั่นชนิดที่มีเนื้อครีมเหนียวข้น เพราะสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าและนานกว่าแบบทั่วไป
• หมั่นทาผิวหน้าท้องในระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังบริเวณหน้าท้องได้ตลอดเวลา ไม่จําเป็นต้องทาเพียงเช้าเย็นวันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำเท่านั้น โอกาสที่ผิวหนังแตกลายก็จะลดลงได้ดั่งใจ

• • ผิวพรรณในร่มผ้ากับปัญหาท้องลาย ปัญหานี้เกิดขึ้นจากผิวหนังบริเวณท้องยืดขยายตัวออกมากและเป็นไปอย่าง รวดเร็วจนผิวปริแตก เพราะการดันของมดลูกที่กําลังขยายตัว หรือการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผิวหนังจะขยายตัวได้ ทัน และในช่วงหลังคลอดผิวบริเวณหน้าท้องที่เคยยืดขยายตัว ก็ไม่สามารถหดกระชับกลับสู่สภาวะเดิมได้ทั้งหมด เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอย และความหย่อนยานของผิวจนเกิดเป็นหน้าท้องลายได้

เคล็ดลับที่ 3 : บอกลาผิวท้องลาย ดูแลง่ายๆ ด้วยการอาบน้ำ
หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดๆ เลือกอาบน้ำธรรมดา น้ำที่ค่อนข้างร้อนจะทําให้ผิวแห้ง แตกเป็นขุย เพราะขาดความชุมชื้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว จะยิ่งทําให้หน้าท้องแตกลายมากขึ้น ส่วนคุณแม่ที่เกิดอาการคัน เพราะหน้าท้องแห้งและขยายตัว ต้องหลีกเลี่ยงการเกาด้วยค่ะ แล้วใช้ครีมทาผิวแทนการเกาจะช่วยลดปัญหาท้องลายได้ทางหนึ่ง แถมยังช่วยถนอมผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นน่าชื่นใจไปตลอดการตั้งครรภ์ไปจนถึง ช่วงหลังคลอดด้วยค่ะ

เนิร์สเซอร์รี่ เสริมภูมิคุ้มกันโรคให้ลูกรัก

เนิร์สเซอร์รี่ เสริมภูมิคุ้มกันโรคให้ลูกรัก

ยุคไฮเทคนี้เมื่อไม่สามารถเลี้ยงลูกเองได้ เพราะต้องทำงานนอกบ้านตลอดทั้งวันด้วย ญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายายก็อยู่ไกลไม่สะดวกที่จะเลี้ยงลูกให้ เวิร์คกิ้งมอมทั้งหลายต่างหันมาพึ่งบริการของเนิร์สเซอร์รี่หรือส่งลูกไป อยู่สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลด้วยความจำใจเพราะความจำเป็น กันถ้วนหน้าค่ะ

สิ่งดีๆ ที่หาได้จาก เนิร์สเซอร์รี่
ความ จริงแล้วการส่งลูกไปอยู่เนิร์สเซอร์รี่ก็มีข้อดีที่ทำให้พ่อแม่ยิ้มได้ค่ะ มีงานวิจัยล่าสุดพบว่า เด็กที่ถูกส่งไปเลี้ยงยังสถานรับเลี้ยงเด็กในตอนกลางวันนั้นจะเป็นโรคหวัด น้อยลงเมื่อเข้าสู่วัยประถมศึกษา เพราะเด็กที่อยู่ตามสถานรับเลี้ยงเด็กช่วงกลางวันที่มีเด็กอื่นอยู่รวมกัน เกิน 6 คนขึ้นไป จะมีภูมิคุ้มกันการติดโรคจากเชื้อไวรัสประเภทโรคหวัด ซึ่งผลการวิจัยนี้ตรงกับทฤษฎีของกุมารแพทย์หลายรายเช่นกัน

ผล การวิจัยได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารกุมารแพทย์และอายุรแพทย์ พบว่าเด็กวัย 2 ขวบที่ถูกเลี้ยงตามสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันจะเป็นโรคหวัดบ่อยถึง 2 เท่าของเด็กที่เลี้ยงอยู่กับบ้าน แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่อายุ 6 – 11 ขวบ เด็กที่ถูกเลี้ยงตามสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันจะเป็นหวัดน้อยลงถึง 1 ใน 3 ของเด็กที่เลี้ยงอยู่กับบ้านเชียวค่ะ เมื่อเด็กทั้งสองกลุ่มย่างเข้าสู่วัย 13 ปี พบว่าทั้งสองกลุ่มมีโอกาสเป็นหวัดเท่าๆ กัน

ดร.โทมัส เอ็ม บอลล์ ภาควิชากุมารแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อริโซน่า สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการวิจัยนี้ช่วยให้พ่อแม่คลายความกังวลใจ ลดความรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่อาจเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านได้ แต่ต้องส่งลูกไปเลี้ยงที่สถานรับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวันแทน เพราะระบบป้องกันเชื้อโรคจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยได้รับเชื้อเข้ามาก่อน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมาป้องกันเชื้อโรคนั้นให้ในภายหลัง ข้อดีอีกประการหนึ่งของการเป็นหวัดบ่อยเมื่อยังเล็กๆ นั้น ส่งผลให้เป็นหวัดน้อยลงเมื่อเข้าสู่วัยประถม ทำให้ลดการขาดเรียนลงเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษา

เสริมภูมิคุ้มกันโรคได้จากเชื้อเด็กอื่น
มี การวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง โดยนักวิจัยแห่ง University of Arizona College of Medicine รายงานลงในวารสาร New England Journal of Medicine ว่าการที่เด็กได้รับเชื้อโรคจากเด็กคนอื่นบ้างเป็นการดี ไม่ว่าจะเป็นจากในบ้านเดียวกันหรือในสถานรับเลี้ยงเด็ก เพราะจะทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าบางครั้งการรับเชื้อจากเด็กคนอื่นจะทำให้เด็กเหล่านี้ป่วย หรือไม่สบายบ้างในตอนยังเล็กก็ตาม คณะนักวิจัยติดตามผลการทดลองกับเด็กจำนวน 1000 คนตั้งแต่แรกเกิด ศึกษาว่าการได้รับเชื้อจากเด็กอื่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการป่วยในระยะแรก หรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืดหรือไม่ จนเด็กเหล่านี้อายุได้ 13 ขวบ พบว่าเด็กที่เล่นกับเพื่อนมากๆ มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มีทีท่าว่าจะ เป็นโรคหอบหืด และน้อยกว่า 20% ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้

นัก วิจัยชี้ว่าถ้าเด็กได้รับจุลินทรีย์มากจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ถ้าไม่เคยได้รับมาก่อน ภูมิคุ้มกันจะระบุว่าเชื้อนั้นเป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สถาบันวิจัยในยุโรปก็ได้ทำการศึกษาระยะยาวเปรียบเทียบเด็กสวีเดนกับเด็ก ประเทศเอสโตเนีย สวีเดนเป็นประเทศที่สะอาด ขณะที่เอสโตเนียตรงกันข้าม พบว่าจำนวนเด็กเอสโตเนียเพียงครึ่งเดียวของเด็กสวีเดนที่จะเป็นโรคหอบหืด การที่เด็กได้รับเชื้อโรคบ้างในช่วงต้นของชีวิต จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย T-Cell พัฒนาขึ้น ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อสารแพ้ เด็กที่ได้รับเชื้อโรคจากเด็กอื่นบ้างร่างกายจะผลิต Th2 cells น้อยลง ซึ่งหากมีมากอาจก่อให้เกิดโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้ และผลิต Th1 cells มากขึ้น จึงเท่ากับเป็นการช่วยให้ร่างกายลูกต่อสู้เชื้อโรคได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

เด็กเล็กไม่ควรกินปลาทะเลขนาดใหญ่

เด็กเล็กไม่ควรกินปลาทะเลขนาดใหญ่

ปลาทะเล เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตก็จริง แต่ขณะเดียวกันสารปรอท ที่มีอยู่ในตัวปลาก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพหากสะสมในปริมาณมากเกินไป  เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยได้เตือนพ่อแม่ผู้ปกครองชาวออสซี่ว่าไม่ควรให้เด็กเล็กที่มีอายุต่ำ กว่า 6 ปีกินปลาทะเลขนาดใหญ่เพราะเสี่ยงต่อการได้รับสารปรอทอันอาจเป็นอันตรายต่อ ระบบสมองและระบบประสาทของลูกน้อยได้

สืบเนื่องจากนักวิจัยจากโรงพยาบาลเวสต์มีด ในซิดนีย์ ได้ศึกษาครอบครัวชาวเอเชียที่นิยม
ให้ลูกเล็กกินโจ๊กเป็นอาหารเสริมเป็นประจํารวมทั้งเป็นมื้อหลักเมื่อหย่านม ด้วย ซึ่งในโจ๊กมักจะใส่เนื้อปลาเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตช่วย พัฒนาสมองลูก ปรากฏว่าตรวจพบสารปรอทในตัวเด็กในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติถึง 5 เท่า

“ถ้าอยากให้ลูกกินปลาทะเลก็ควรเน้นปลาขนาดเล็กจะดีกว่า และควรให้เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ส่วน” นักวิจัยแนะนํา สําหรับปลาทะเลขนาดใหญ่ที่นิยมกินกันนั้น ได้แก่ ปลาดุกทะเล (catfish) ปลากระโทงแทง (marlin) และปลาswordfish

เด็กเล็กไม่ควรกินปลาทะเลขนาดใหญ่

Toddler in Trend

เด็ก ไทยไร้สารตะกั่ว

พญ.นัยนา ณีศะนันท์ กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า แม้พิษภัยสารตะกั่วในประเทศไทยจะไม่ใช่ปัญหาหลักของสาธารณสุข เนื่องจากมีการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิง  จากน้ำมันที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนผสม มาใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ทำให้ประเทศไทยไม่มีปัญหาการ ปนเปื้อนสารตะกั่วในอากาศที่เกินมาตรฐาน แต่สิ่งที่ยังเป็นความเสี่ยงอยู่ คือ ‘การปนเปื้อน     ในอาหารน้ำดื่มและผงฝุ่น’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องป้องกัน เพราะถ้าเด็กได้รับพิษจากสารตะกั่ว        จะมีผลกระทบอยู่ตลอด โดยเฉพาะมีผลต่อสมองที่กำลังพัฒนา จะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้
เด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะได้รับผลกระทบ เพราะร่างกายของเด็กสามารถดูดซึมสารตะกั่วให้เข้าสู่ร่างกายได้มากถึง 50% เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ที่ดูดซึมเพียง 10-15% เท่านั้น และสารตะกั่วที่อยู่ในร่างกายของเด็กมีสัดส่วนการกระจายอยู่ในเนื้อเยื่อมาก กว่าผู้ใหญ่ ร้อยละ 30 ต่อร้อยละ 10 ทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายเด็กได้มากกว่า โดยไม่แสดงอาการใดๆ ให้เห็นจากภายนอกเลย หากเด็กได้รับสารสะสมในปริมาณตะกั่วในเลือดที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ug/dl จะทำให้ สติปัญญาต่ำลง 4-7 จุด จากงานวิจัยของ  ต่างประเทศพบว่าแม้ในระดับต่ำกว่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนและพฤติกรรมของเด็กเช่น เรียนรู้ช้า สมาธิสั้นและพัฒนาการถดถอย
การปนเปื้อนสารตะกั่วที่มากับอาหารและน้ำดื่มของประเทศไทย มาจากการปนเปื้อนในอาหารที่จำหน่ายข้างถนน  โดยเฉพาะบริเวณที่มีการทุบตึก หรือการก่อสร้าง เพราะอาจจะมีผงฝุ่นตะกั่ว ซึ่งเป็นส่วนผสมในสีทาบ้านปนมาในอากาศติดตามเสื้อผ้าและภาชนะจากหม้อ ก๋วยเตี๋ยว ตู้น้ำดื่ม หม้อกาแฟโบราณที่มีการเชื่อมบริเวณรอยต่อด้วยโลหะซึ่งมีส่วนผสมของตะกั่ว เมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นถึง 80 องศาเซลเซียส สารตะกั่วจะละลายปนเปื้อนออกมากับน้ำ ภาชนะเซรามิคที่มีสีและลวดลายสวยงามอยู่ในบริเวณที่ต้องสัมผัสกับอาหารโดย ตรง และจากของเล่นเด็กที่ใช้สีผสมสารตะกั่ว เมื่อเด็กเล่นก็มักจะอม หรือนำมือที่สัมผัสของเล่นเข้าปาก ก็จะรับสารตะกั่วผ่านทางเดินอาหารได้
ซึ่งสารตะกั่วไปสามารถทำลายได้ด้วยความร้อน และสามารถเข้าสู่ร่างกายคนเราโดยผ่านทางลมหายใจ ผ่านทางเดินอาหาร ถ้าได้รับในปริมาณน้อยๆร่างกายจะกำจัดออกทางปัสสาวะและตับแต่ถ้าได้รับมาก เกินไป ร่างกายไม่สามารกำจัดทิ้งก็จะเข้าไปสะสมอยู่ที่กระดูก ฟัน และอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ตับ สมอง และปอด ดังนั้นวิธีการป้องกัน คือ    ไม่ใช้ภาชนะที่มีลวดลายอยู่ด้านในที่ต้องสัมผัสกับอาหารไม่ใช้ภาชนะ เซรามิคเก็บอาหารที่เป็นกรด(รสเปรี้ยว)เลือกร้านอาหารที่ใช้หม้อก๋วยเตี๋ยว อนามัย เลือกของเล่นที่ได้มาตรฐาน เป็นต้น

คนรักสุขภาพ รู้เรื่องภัยของสารตะกั่วแล้ว อย่าลืมบอกต่อคนที่เรารักด้วยนะคะ

Mother&Care  Vol.5  No.58  October  2009

Toddler in Trend

เป็น เด็ก
ห้ามขาดธาตุเหล็ก


มีงานวิจัย ที่เป็นหลักฐานชัดเจนในประเทศนิวซีแลนด์ว่า เด็กวัยเตาะแตะต้องได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ เพราะธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญในกระบวนการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง ถ้าเด็กที่ขาดธาตุเหล็ก อาจมีภาวะโลหิตจาง
อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม ผักใบเขียว ซึ่งการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กนั้น ก็ไม่ควรมุ่งเน้นกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ควรเลือกให้หลากหลาย เช่น เนื้อแดง ถึงแม้จะมีธาตุเหล็กมาก แต่ถ้ากินเยอะเกินไป อาจทำให้มีภาวะโภชนาการเกินได้ เป็นต้น
โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุ 2 ขวบ ซึ่งจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้นกว่าในช่วง 1-2 ขวบ ธาตุเหล็กจึงมีความจำเป็นมากขึ้น และไม่ใช่แต่ธาตุเหล็กเท่านั้น เด็กๆ ยังต้องการสารอาหารอื่นๆ
อย่างครบถ้วนด้วยเช่น กัน
สถานการณ์หอบหืด เด็กอเมริกัน
วารสารทางการแพทย์ Chest ได้ตีพิมพ์ข่าวในวงการแพทย์บทความหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องเด็กแอฟริกัน – อเมริกัน และเด็ก สเปน – อเมริกัน ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด มีโอกาสได้รับยาเพื่อป้องกันอาการหอบหืดน้อยว่า เด็กอเมริกัน
จาการศึกษาเด็กที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดจำนวน 1,458 คน จาก 4 รัฐ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เด็กแอฟริกัน – อเมริกันมีอัตราการป่วยด้วยโรคหอบหืด ที่ต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลมากกว่าเด็กอเมริกันถึง 2 เท่า ในปีที่ผ่านมา คือประมาณ 39% ของที่ป่วยด้วยโรคนี้ ส่วนเด็กอเมริกันมีประมาณ 18% และเด็กสเปน-อเมริกัน มีจำนวน 24%
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มีอัตราการป่วยด้วยโรคหอบหืด และต้องเข้าห้องฉุกเฉิน พบว่า เด็ก แอฟริกัน-อเมริกัน และเด็กสเปน-อเมริกัน ได้รับยาที่ใช้ป้องกันอาการหายใจไม่ออก และอาการหอบ น้อยกว่าที่ควรจะได้รับในการรักษาปกติ ซึ่งต้องกล่าวได้ว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ด้อยโอกาส ด้วยเศรษฐานะทางครอบครัวที่ไม่ดีนัก รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพแวดล้อมที่เด็กอยู่ การควบคุมไม่ให้ผู้ใหญ่สูบบุหรี่ในบ้าน รวมถึงหลักประกันการรักษาสุขภาพของเด็กกลุ่มนี้
Mother&Care  Vol.5  No.59  November  2009

Toddler in Trend

ก่อนพาลูกเที่ยว  ควรปรึกษาแพทย์

ที่สหรัฐอเมริกา มักมีข่าวเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ การป้องกันโรคออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เหมือนกับประเทศที่มีการสาธารณสุขดี แต่มีงานสำรวจชิ้นหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการพาลูกไป  ท่องเที่ยวต่างประเทศ ว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างไร โดยงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้ทำการสำรวจ คือ ดร.สเตฟาน แฮคมานน์ กุมารแพทย์จากโรงพยาบาล Bronx-Lebanon ในนิวยอร์ค

ในงานวิจัยมีการสำรวจจากนักท่องเที่ยวกว่า 34,000 คน (เฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกไปยังต่างประเทศ) และพบว่า มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องเข้ารับการรักษาด้วยโรคท้องเสียมาเป็นอันดับ 1 รองลงมาคืออาการบาดเจ็บที่ผิวหนัง เช่น การโดนแมลงกัดต่อย การติดเชื้อปรสิต เป็นต้น และโรคหวัด กับปัญหาทางเดินหายใจ มีทั้งการกลับมารักษาที่บ้านเกิด หรือรับการรักษาระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในจำนวนนี้ มีไม่น้อยที่เป็นเด็กๆ ซึ่งสัดส่วนของผู้ใหญ่กับเด็กที่เกิดอาการดังกล่าวมีจำนวนเท่าๆ กัน แต่เมื่อถามย้อนหลังว่ามีการป้องกัน หรือเตรียมตัวใน      การเดินทางอย่างไร ผลกลับออกมาว่า นักท่องเที่ยวผู้ใหญ่มีการเตรียมตัวในเรื่องสุขภาพ เช่น การไปพบแพทย์ การเข้ารับคำแนะนำในเรื่องสุขภาพก่อนการเดินทางมากกว่าเด็ก (59%) ส่วนเด็กมีเพียง 49% เท่านั้นที่มีการเข้ารับคำแนะนำหรือตรวจสุขภาพก่อน

ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปที่พ่อแม่ ว่าถ้ามีแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศก็จำเป็นต้องพาลูกไปพบกุมารแพทย์ก่อน โดยเฉพาะไปในที่ภูมิอากาศ แตกต่างจากที่อยู่อาศัย อย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนการเดินทาง เพราะ บางพื้นที่อาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนหรือกินยา และสิ่งสำคัญพ่อแม่ควรเรียนรู้การรักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น เช่น อาการท้องเสีย หวัด เป็นต้น บางครั้งอาการเหล่านี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องอันตรายได้เช่นกัน เช่น ท้องเสีย ถ้าไม่ได้ทำการรักษาเบื้องต้นอย่างถูกวิธี อาจจะทำให้เกิดภาวะช็อกจากการขาดน้ำ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ในต่างประเทศเขามีการดูแลตัวเอง และประกาศให้ประชาชนรับรู้ และถึงเวลาแล้วหรือยังคะ ว่าเราควรหันมาใส่ใจกับเรื่องที่บางครั้งเรารู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ และมองข้ามไป โดยเฉพาะเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ เพราะถ้าป่วยระหว่างเดินทาง ต่อให้สถานที่ที่เราไปสวย หรือสนุกแค่ไหนก็คงมองไม่เห็นและอดสนุกเป็นแน่ ดังนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองและวางแผนการท่องเที่ยว คู่กับแผนสุขภาพดีๆ นะคะ


Mother & Care / May

Toddler in Trend

รังสี มือถือ

อันตรายใกล้ตัวที่คาดไม่ ถึง

รังสีจากโทรศัพท์มือถือ คือ รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเภท นัน-ไอออนไนซ์ เป็นรังสีที่อาจทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ซึ่งเป็นรังสีที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับรังสีคลื่นวิทยุ รังสีจากความร้อน รังสีจากแสงแดด และรังสีจากเตาไมโครเวฟ (เป็นรังสีคนละประเภทกับรังสีที่ใช้ในทางการ แพทย์)

เมื่อเซลล์ได้รับรังสีไม่ว่าจะเป็นรังสีประเภทใด (แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอ รับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หลายๆ เดือน หรือหลายๆ ปี) จะทำให้เซลล์เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ถ้าร่างกายซ่อมแซมให้เป็นปกติไม่ได้ จะเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์เนื้องอก หรือเซลล์มะเร็งได้
ดังนั้นถ้าได้รับรังสีจากโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี   โดยมีการใช้บ่อย แต่ละครั้งใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก หรือมะเร็งเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้านที่ติดกับการใช้โทรศัพท์ เช่น เนื้องอกของประสาทหู ประสาทตา ลูกตา ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูและสมอง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับโรคที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็มีรายงานว่า การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ บ่อยๆ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง เพลีย นอนไม่หลับ บางคนมีอาการใจสั่น (ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดก็ได้เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO, World Health Organization) ประเทศออสเตรเลียได้เตือนถึง   การใช้โทรศัพท์มือถือในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ว่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปริมาณรังสีที่สะสมในร่างกาย เพราะเซลล์ในร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีความไวต่อรังสีทุกชนิด จึงมีโอกาสได้รับรังสีสะสมสูงกว่า อาจจะทำให้เกิดเซลล์กลายพันธุ์ได้มากกว่าผู้ใหญ่
ป้องกันรังสีสะสมในร่างกาย
* ใช้โทรศัพท์มือถือเมื่อมีความ จำเป็น หรือในภาวะฉุกเฉิน ใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด
* ไม่ให้เด็กใช้โทรศัพท์ในการ เล่นเกม เพราะขณะเปิดเครื่องจะมีการปล่อยรังสีออกมาเช่นกัน
* อย่าวางโทรศัพท์มือถือที่เปิด เครื่องอยู่ไว้ใกล้ตัวเด็ก ถึงแม้จะไม่ได้ใช้งานก็ตาม
* ควรปิดโทรศัพท์ขณะนอน
* หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์ในรถ เพราะมีเนื้อที่จำกัด และรถเป็นโลหะทำมีการสะท้อนรังสีได้สูง
* เลือกซื้อโทรศัพท์ที่ได้มาตรฐาน มีการกำหนด ระดับการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (รังสี) อยู่ในมาตรฐานที่ กทช กำหนด ซึ่งเราเรียกค่านี้ว่า ค่าดูด
กลืน พลังงานจำเพาะ (ตัวย่อคือ SAR) โดยมีการเขียนไว้ว่า มือถือต้องมีค่า SAR ทั่วร่างกาย ไม่เกิน 0.08 W/kg และค่า SAR เฉพาะศีรษะและลำตัวไม่เกิน 2 W/kg และ SAR เฉพาะแขนขา ไม่เกิน 4 W/kg

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศ.เกียรติคุณ พญ.พวง ทอง ไกรพิบูลย์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

Tags: แม่และเด็ก ทารก นิตยสารแม่และเด็ก

Toddler in Trend

ดูแลลูกอย่างไร

ให้เติบโต สมวัย

เรื่องของการกินอาหารของลูก (และของตัวเอง) เป็นเรื่องที่พ่อแม่ห้ามละเลยเด็ดขาด บางท่านอาจจะรู้สึกเบื่อต่อการเตรียมอาหารให้ลูกอยู่บ้าง แต่ลองมาดูวิธีการปฏิบัติ 4 ประการ เพื่อภาวะโภชนาการที่ดีของลูก

1. สมดุล คือ ต้องแน่ใจว่าในแต่ละวันลูกได้รับอาหารครบทุกหมู่ ตั้งแต่ ธัญพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ไข่ เพราะเด็กยังต้องการสารอาหารที่มีความสมดุลอย่างเหมาะสม
2. พอประมาณ คือ ปริมาณอาหารที่พอเหมาะพอดี จะทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายถูกใช้

อย่างถูกต้อ

3. หลากหลาย คือ ควรให้ลูกได้กินอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละวัน เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายตามความต้องการของร่างกาย
4. ประจำ
คือ ในแต่ละมื้อของแต่ละวัน ควรได้กินอาหารเป็นเวลา และสม่ำเสมอ
นอกจาก 4 ข้อที่กล่าวมาในเรื่องอาหารแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การออกกำลังกายเพื่อรักษาระดับน้ำหนักตัวที่ดีต่อสุขภาพ เพราะการรักษาระดับปริมาณพลังงานที่พอเหมาะจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและ พัฒนาการ ให้ปกติ โดยการกินผักผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อ นม  ในปริมาณที่เหมาะสม ลดไขมัน น้ำตาล และเกลือให้น้อย และการดื่มน้ำสะอาด เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกาย การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร (ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว  เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ)

ส่วน สำคัญของมื้ออาหาร

และ การเลือก
ด้วยเวลาอันจำกัดจึงทำให้หลายครอบครัวละเลยอาหารเช้า แม้แต่เด็กอนุบาล ซึ่งอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญมาก ถ้าด้วยเวลาอันจำกัดในการตระเตรียมอาหารมื้อเช้า ให้คุณพ่อคุณแม่เลือกเมนูที่เตรียมง่ายแต่มีคุณค่า เช่น       แซนด์วิชไข่ ทูน่า (ใส่ผัก) ตามด้วยผลไม้สด เครื่องดื่มที่มีประโยชน์อย่างนม หรือน้ำผลไม้
สำหรับอาหารว่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะ      ลูกอยู่ในช่วงการเจริญเติบโต อาหารว่างจะช่วยบรรเทาความหิว แต่ก็ไม่ควรให้กินเมื่อใกล้เวลาอาหารมื้อหลัก         และเลือกชนิดอาหารจำพวก ผลไม้ ธัญพืชอัดแท่ง น้ำผลไม้ ถั่ว โยเกิร์ต นม เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารจานด่วนประเภท      เบอร์เกอร์ หรือน้ำอัดลม ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาล       ที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย
การเลือกอาหารสำหรับลูก ถึงแม้ลูกจะอยู่ในวัยเตาะแตะ กินอาหารใกล้เคียงผู้ใหญ่มากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังต้องดูแลให้ครบถ้วนอยู่เสมอ

Tags: แม่และเด็ก ทารก นิตยสารแม่และเด็ก

Toddler in Trend

เด็กออสซี่
เสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่ม!
รายงานจากวารสาร Medical ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ประมาณ 30% ในเด็กอายุ 14 ปี ในแถบภาคตะวันตก มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ และ โรคเบาหวานชนิด 2 เพิ่มขึ้น
ศาสตราจารย์ฟิโอน่า แสตนเลย์ จากสถาบันสุขภาพเด็ก Telethon กล่าวว่า โรคที่เด็กออสซี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมากขึ้นนี้ เป็นโรคที่เกี่ยวกับอาหารการกินเป็นหลักสำคัญ  จากตัวเลขการเก็บผลสำรวจ เฉพาะเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 7-15 ปี มีน้ำหนักเกินมาตรฐานอยู่ถึง 25.8% ซึ่งจากรายงานต่างๆ เราก็พบอีกว่า เด็กมีแนวโน้มเป็นโรคดังกล่าวตั้งแต่อายุ 8 ปี
ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นปัญหาใหญ่ของเยาวชน ภายในประเทศ รัฐบาลต้องมีแผนงาน หรือนโยบายที่จะป้องกันปัญหาสุขภาพนี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะผลพวงของสุขภาพในช่วงวัยนี้ มีผลกระทบมากต่อวัยทำงาน
ถึงแม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นปัญหาสุขภาพใน ช่วงวัยรุ่น แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การฝึกวินัยการกิน การสอนให้ลูกเลือกของกินที่ถูกต้องใน วัยเด็กนั้นสำคัญแค่ไหน เพราะเมื่อลูกโตเป็นวัยรุ่นแล้ว จะยากมากที่จะมาบอกให้ลูกเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

สารพัด ไข้ในฤดูฝน


ในขณะที่เรายังหวาดวิตกกับไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มีการยืนยันแล้วว่าจะยังไม่หมดไปนั้น ในฤดูฝนยังมีอีกหลาย
โรค ที่ทำให้เราต้องหันมาป้องกันมากขึ้น
+  โรคไข้หวัดใหญ่ โดยปกติไข้หวัดใหญ่จะเป็นมากในช่วงหน้าฝนต่อหน้าหนาวอยู่แล้ว แต่ในปีนี้พิเศษที่มีไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งโรค
+  โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่ติดต่อกันเร็ว และแพร่กระจายได้เร็วในเด็กเล็กๆ ฉะนั้นพ่อแม่ และโรงเรียนต้องหมั่นตรวจตราลูกอยู่เสมอ
+  ไข้เลือดออก อาจเป็นโรคที่เราคุ้นเคยกันดี แต่นับวันไข้เลือดออกจะมีความรุนแรงของโรคสูงขึ้น และมีการระบาดยาวนานขึ้น (ไม่ติดต่อ แต่
ได้รับ เชื้อจากยุงลาย)
+  โรคผิวหนัง ที่อาจจะเกิดจากความอับชื้น เพราะด้วยสภาพอากาศที่มีความชื้นสะสมไว้สูง จึงต้องระมัดระวังในเรื่องของความสะอาดเป็นพิเศษ
+  โรคฉี่หนู โรคนี้ถ้ามีการรักษาความสะอาดบริเวณบ้านอย่างดี  ไม่อยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงของการสัมผัสกับฉี่หนู โอกาสเกิดก็น้อย
ลง ฉะนั้นต้องระวังเรื่องความสะอาดของของใช้ และอาหาร การกินเป็นพิเศษ

อาการ เจ็บป่วยนับเป็นสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพและกำลังใจของคนได้มาก ดังนั้นทุกครอบครัวต้องหันมาดูแลสุขภาพด้วยการ รับ
ประทานอาหารที่สะอาด มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รู้จักอาการของโรคต่างๆ เอาไว้เพื่อการสังเกตตนเอง และสมาชิก
ในครอบครัว เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
Mother&Care  Vol.5  No.56  August  2009

%d bloggers like this: