ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด

ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด

นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์

ในปัจจุบันทางการแพทย์และทางจิตเวชดูเหมือนจะรับรู้และยอมรับกันแล้วว่า “กาย” กับ “ใจ” มีความสัมพันธ์กัน การป่วยใจอาจทำให้ป่วยกาย และการป่วยกายก็อาจทำให้ป่วยใจไปด้วย โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจก็เป็นหนึ่งในนั้น ลองมาติดตามกันดูครับว่าสองโรคนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

ความสัมพันธ์ของสองเรา
จากการศึกษาพบว่าโรคซึมเศร้า (depressive disorder) กับโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) มีความสัมพันธ์กันใน 3 กรณีดังต่อไปนี้

1. โรคซึมเศร้าทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
มีการศึกษาหลายชิ้นที่ได้ทำการติดตามผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด เป็นเวลา 13-27 ปี เพื่อดูว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากน้อยแค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดประมาณ 8.2% ซึ่งมากกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่เป็นโรคซึมเศร้า) ถึง 1.7-4.5 เท่าตัว จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่าการเป็นโรคซึมเศร้านาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบขี้หงุดหงิด ใจร้อน โมโหง่าย ชอบแข่งขัน(หรือเปรียบเทียบ)กับคนอื่น และทำอะไรรีบๆ ร้อนๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากยิ่งขึ้น

2.โรคหัวใจขาดเลือดทำให้เกิดโรคซึมเศร้า
จากการศึกษาพบว่า ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดนั้นพบความชุกของโรคซึมเศร้าได้มากถึง 17-27% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าความชุกของโรคซึมเศร้าในคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าที่มากขึ้น

3.ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากความสัมพันธ์ในสองแบบแรกแล้วยังพบอีกว่า การที่ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะทำให้อาการของโรคหัวใจรุนแรงมากขึ้น มีโอกาสเป็นซ้ำสูงขึ้น และมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย
ขอยกตัวอย่างการศึกษาของ Leeperance (1996) ซึ่งได้ทำการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเป็นเวลา 18 เดือน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือ 1) กลุ่มที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย และ 2) กลุ่มที่ไม่มีโรคซึมเศร้า ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก 18 เดือนผ่านไป กลุ่มที่เป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคซึมเศร้าจะเสียชีวิตประมาณ 21% ส่วนกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจอย่างเดียวจะเสียชีวิตประมาณ 8% เท่านั้น

และหากดูผลการศึกษาหลายๆ ชิ้นจะพบข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันคือ ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีโรคซึมเศร้า 2-3 เท่าตัว และจากการศึกษาต่อมายังพบอีกว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยหากรักษาโรคซึมเศร้าแล้วอัตราการเสียชีวิตก็จะลดลงมาใกล้เคียงปกติได้

สาเหตุที่เรามีความสัมพันธ์กัน
ในแง่ของพฤติกรรม เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการเบื่อ ไม่อยากทำอะไร ทำให้ไม่สนใจดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแย่ลง จึงมีโอกาสทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนทั่วไป ส่วนในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็มักจะทำให้อาการของโรคแย่ลง อีกทั้งพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้ามักจะไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ขาดยาบ่อยๆ รวมทั้งไม่ไปพบแพทย์ตามนัดอีกด้วย
ในขณะเดียวกันตัวโรคหัวใจขาดเลือดเองก็ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรง จึงทำให้ผู้ที่เป็นเกิดความเครียดและความกังวลหลายอย่าง อีกทั้งอาการของโรคหลายครั้งก็จำกัดการทำกิจกรรมของผู้ป่วย (เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก) จึงทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย

ในแง่การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โรคซึมเศร้าก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย เช่น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น มีโอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้น การทำงานของเกล็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้การเป็นโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลานานจะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น (ฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สัมพันธ์กับความเครียด) ซึ่งผลของการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนคอร์ติซอลนี้ปลายทางแล้วจะทำให้ระดับไขมันชนิดแอลดีแอลสูงขึ้น (ไขมันแอลดีแอล (LDL) เป็นไขมันไม่ดี ค่ายิ่งสูงยิ่งไม่ดี) แต่มีไขมันชนิดเอชดีแอลลดลง (ไขมันเอชดีแอล (HDL) เป็นไขมันที่ดี ค่ายิ่งเยอะยิ่งดี) ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดให้สูงขึ้น

สุดท้าย
จากผลการศึกษาทั้งหมดทั้งปวงนี้สรุปได้ว่า “กาย” กับ “ใจ” นั้นมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นนอกจากเราจะดูแลสุขภาพ “กาย” แล้วก็อย่าลืมนึกถึงสุขภาพ “ใจ” ด้วยนะครับ ถึงจะเรียกได้ว่ามีสุขภาพดีอย่างแท้จริง และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หากพบว่าตัวเองเหมือนจะมีอาการซึมเศร้าแล้วละก็ ให้รีบมาพบแพทย์นะครับ

เพราะยิ่งรับการรักษาเร็วเท่าไรก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ “หัวใจ” เท่านั้น
…………………
เอกสารอ้างอิงที่สำคัญ
1. Glassman AH. Depression and cardiovascular comorbidity. Dialogues Clin Neurosci 2007; 9(1): 9-17
2. Glassman AH, O’Connor CM, Califf RM, et al. Sertraline Antidepressant Heart Attack Randomized Trial (SADHEART) Group. Sertraline treatment of major depression in patients with acute MI or unstable angina. JAMA 2002; 288(6):701-9
3. หนังสือ Kaplan & Saddock’s Synopsis of Psychiatry. บท Psychological factors affecting physical conditions. หน้า 813-827

credit: www.HealthToday.com

ความลับของอาหารที่ทำให้สาวญี่ปุ่นอ่อนกว่าวัย

ความลับของอาหารที่ทำให้สาวญี่ปุ่นอ่อนกว่าวัย

สาวญี่ปุ่นพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาหุ่นให้ดูดีผอมเพรียว  และนั่นเป็นความพยายามที่ไม่สูญเปล่า  ว่ากันว่าถ้าคุณทานอาหารญี่ปุ่นทุกวัน  ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับร่างกายของคุณในไม่ช้า  ทั้งนี้เพราะในอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ประกอบด้วยผัก  และปลา  ซึ่งมัไขมันต่ำมาก

องค์การอนามัยโลกระบุว่า  สาวชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่า  มีอายุยืนมากที่สุด  และรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก  หลายปีที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือต้องเข้าออกโรง พยาบาลเป็นว่าเล่ย  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่นพวกเธอมีอัตราการเป็นมะเร็งเต้านม และโรคหัวใจต่ำ  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า  ปัจจัยสำคัญเป็นเพราะอาหาร

การกินและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น

1. การนำเสนอเป็นกุญแจสำคัญ  เสริร์ฟอาหารแต่พอประมาณบนจานสวยๆ  ใบเล็ก  จะช่วยให้คุณประทับใจกับอาหาร  ผู้หญิงญี่ปุ่นยังยึดสุภาษิตที่ว่า  “ฮารา  ฮาซิ  บันเม”  ซึ่งหมายถึงทานให้อิ่มแค่ 80%

2. เน้นปลา  ผัก  ข้าว  ถั่วเหลือง  และผลไม้  คิดถึงผักเป็นอาหารจานหลักไม่ใช่แค่เครื่องเคียง

3. ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง  ข้าวกล้อง  งดขนทป้งขาว  มัฟฟิน  หรือขนทปังโรลต่างๆ

4. ใช้น้ำมันเรพสีดอออยส์ (rapeseed  oil) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร  เป็นน้ำมันปรุงอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของชาวญี่ปุ่น

5. เปลี่ยนจากชาดั้งเดิมเดิมมาเป็นชาเขียว  จากการศึกษาพบว่า  ชาเขียวมีเคทชินโพลิฟินอลส์  ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นในเกิดการเผาผลาญแคลอรี่  นอกจากนี้ชาเขียวอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนต์  ซึ่งช่วยซะลอความแก่…ดื่มซะ

6.  เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง  รูปแบบการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นมักไม่หยุดนิ่ง  พวกเขาออกกำลังอยู่เป็นประจำ  ไม่ว่าจะเป็นการเดิน  ปั่นจักรยาน

ที่มา : นิตยสาร  เคล็ดลับการกินเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

อาหารญี่ปุ่น น่าทานมาก

กะหล่ำ ต้านอนุมูลอิสระ

กะหล่ำ ต้านอนุมูลอิสระ

กะหล่ำ

กะหล่ำเต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ และยังช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพาะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ และ กะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสียอีกด้วย

credit: www.hilunch.com

มะเขือพวง ล้างสารพิษ

มะเขือพวง ล้างสารพิษ

มะเขือพวง

คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารบางประเภท เช่น ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิอย่าง แกงไก่ จะใส่มะเขือพวงเป็นปริมาณมาก ใส่ไก่น้อย เน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนส่วนใหญ่ก็จะเลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย ได้อีกด้วย

credit: www.hilunch.com

แครอท ช่วยล้างพิษ

แครอท ช่วยล้างพิษ

Carrot

แครอท อุดมไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน (Alpha and Beta– carotene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามิน A และถือได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษ ในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจ และหัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

credit: www.hilunch.com

อะโวคาโด ผลไม้รักษาโรค

อะโวคาโด ผลไม้รักษาโรค

Avocado-bsp

อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน (Glutathione) ที่สามารถช่วยลดคลอเสสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตันทำให้หลอดเลือดมีความ ยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

credit: www.hilunch.com

3 เคล็ดลับดูแลคุณแม่ท้องลาย

3 เคล็ดลับดูแลคุณแม่ท้องลาย

ไม่ อยากให้ริ้วรอยใดๆ มากล้ำกรายผิวสวย ต้องช่วยกันถนอมดูแลผิวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่มักเผชิญกับหน้าท้องลาย ซึ่งเป็นปัญหาผิวพรรณที่น่าหวั่นใจ ถ้าไม่แก้ไขหรือบรรเทาให้เบาบางลงด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ ก็จะทิ้งริ้วรอยผิวไว้ไม่งามตา กลายเป็นปัญหาคาใจไปจนถึงหลังคลอดหรือตลอดกาลก็เป็นได้ค่ะ

เคล็ดลับที่ 1 : ดูแลผิวหน้าท้อง…ต้องเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์
แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงปัญหาท้องลายได้ยาก และไม่มีทางป้องกันปัญหานี้ เพราะไม่มีครีมหรือยาทาชนิดใดที่จะป้องกันปัญหาท้องลายอย่างได้ผล แต่คุณแม่ก็ทาครีมแก้ไขหรือบรรเทาให้ลดลงได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ เพราะถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานไปจนถึงช่วงหลังคลอด ปัญหาริ้วรอยที่ไม่น่าพิสมัยเหล่านี้จะแก้ไขได้ยากกว่าที่คาดค่ะ

เคล็ดลับที่ 2 : เผยผิวสวย ดูแลด้วยเครื่องบํารุงผิว
แม้การใช้เครื่องบํารุงผิวพรรณทาหน้าท้องจะไม่สามารถป้องกันท้องลายให้คุณ แม่ได้โดยตรง แต่ก็ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอได้ จึงเท่ากับเป็นการช่วยลดความรุนแรงของปัญหาท้องลายได้ทางอ้อมเช่นกัน
• ขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ ควรใช้เครื่องบํารุงผิวพรรณ เช่นน้ำมันมะกอก ครีมหรือโลชั่นบํารุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ หรือเบบี้โลชั่นชนิดใดก็ได้ที่ปลอดภัย โดยเน้นส่วนผสมที่สกัดมาจากธรรมชาติ
• ทาครีมทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จหรือเมื่อรู้สึกคัน โดยเมื่ออาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวเพียงพอหมาดๆ แล้วรีบทาครีมบํารุงผิวให้ทั่วท้องทันที เพราะช่วงนั้นผิวจะเก็บความชุ่มชื้นได้มากที่สุด
• ทาหน้าท้องเบาๆ เป็นประจําต่อเนื่องไปจนถึงช่วงใกล้คลอด เพื่อช่วยลดปัญหาหน้าท้องแตกลายหลังคลอด แล้วเพิ่มปริมาณเนื้อครีมให้มากขึ้นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ
• เลือกโลชั่นชนิดที่มีเนื้อครีมเหนียวข้น เพราะสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าและนานกว่าแบบทั่วไป
• หมั่นทาผิวหน้าท้องในระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังบริเวณหน้าท้องได้ตลอดเวลา ไม่จําเป็นต้องทาเพียงเช้าเย็นวันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำเท่านั้น โอกาสที่ผิวหนังแตกลายก็จะลดลงได้ดั่งใจ

• • ผิวพรรณในร่มผ้ากับปัญหาท้องลาย ปัญหานี้เกิดขึ้นจากผิวหนังบริเวณท้องยืดขยายตัวออกมากและเป็นไปอย่าง รวดเร็วจนผิวปริแตก เพราะการดันของมดลูกที่กําลังขยายตัว หรือการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผิวหนังจะขยายตัวได้ ทัน และในช่วงหลังคลอดผิวบริเวณหน้าท้องที่เคยยืดขยายตัว ก็ไม่สามารถหดกระชับกลับสู่สภาวะเดิมได้ทั้งหมด เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอย และความหย่อนยานของผิวจนเกิดเป็นหน้าท้องลายได้

เคล็ดลับที่ 3 : บอกลาผิวท้องลาย ดูแลง่ายๆ ด้วยการอาบน้ำ
หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดๆ เลือกอาบน้ำธรรมดา น้ำที่ค่อนข้างร้อนจะทําให้ผิวแห้ง แตกเป็นขุย เพราะขาดความชุมชื้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว จะยิ่งทําให้หน้าท้องแตกลายมากขึ้น ส่วนคุณแม่ที่เกิดอาการคัน เพราะหน้าท้องแห้งและขยายตัว ต้องหลีกเลี่ยงการเกาด้วยค่ะ แล้วใช้ครีมทาผิวแทนการเกาจะช่วยลดปัญหาท้องลายได้ทางหนึ่ง แถมยังช่วยถนอมผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นน่าชื่นใจไปตลอดการตั้งครรภ์ไปจนถึง ช่วงหลังคลอดด้วยค่ะ

Yoga ใบหน้า เพื่อคุณแม่ยุคใหม่

Yoga ใบหน้า เพื่อคุณแม่ยุคใหม่

คง ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมให้รอยตีนกามาเยือนใบหน้าง่ายๆ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคุณแม่แล้วก็ตาม เพราะเรื่องความสวยคู่กับผู้หญิงเสมอ โดยเฉพาะใบหน้าที่ใครๆ ก็ต้องมองเป็นอันดับแรก

ป้องกันริ้วรอย…อย่าคอยเวลา
ถ้า ไม่อยากส่องกระจกแล้วเจอรอยรอบดวงตาอันน่าตกใจ ต้องรีบหาทางป้องกัน เรามีโยคะใบหน้าที่เหมาะกับคุณแม่ยุคใหม่กำลังอินเทรนด์เช่นคุณ แถมยังทำง่ายๆ ได้ทุกเวลาด้วยค่ะ

เริ่มต้นยืดกล้ามเนื้อ เหล่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อที่คุณแม่จะต้องปฏิบัติท่าละ 3-5 ครั้ง ดังนี้
ท่าที่ 1 ท่ากลางหน้าผาก
ให้ วางนิ้วชี้ไว้ที่โคนผมกลางหน้าผาก นิ้วนางวางระหว่างคิ้วตรึงผิวไว้ แล้วหายใจเข้า ตามองต่ำ เพื่อเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตา ใช้นิ้วกลางกดน้ำหนักบนกล้ามเนื้อ ลูบจากบนลงล่างช้าๆ แล้วหายใจออก จากนั้นเลื่อนมือออกด้านข้าง เพื่อยืดกล้ามเนื้อซ้ายและขวา
ท่าที่ 2 ท่ากล้ามเนื้อระหว่างคิ้ว
ใช้นิ้วกลาง หรือนิ้วชี้ วางระหว่างคิ้ว และกดไล่ออกจนถึงกึ่งกลางคิ้ว

ท่าที่ 3 ท่ากล้ามเนื้อจมูก
ท่าแรกใช้นิ้วลูบสันจมูกจากบนลงล่าง ท่าสองใช้นิ้วลูบจากดั้งจมูกออกไปทางโหนกแก้ม
ท่าที่ 4 ท่ากล้ามเนื้อรอบดวงตา
ใช้นิ้วลูบรอบดวงตา ทั้งด้านบนและด้านล่าง
ท่าที่ 5 ท่ากล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก
ใช้นิ้วมือซ้าย กดที่มุมปากด้านขวาเพื่อตรึงผิว ใช้มือขวากดและลูบออกไปใน 4 ทิศทาง ท่าละ 3-5 ครั้ง ได้แก่ เฉียงขึ้นบนไปทางไรผม ด้านข้างตรงไปถึงติ่งหู เฉียงลงทางขากรรไกรและลงมาที่ปลายคาง โดยทำทั้ง 2 ข้าง
ท่าที่ 6 ท่ากล้ามเนื้อคอ
ใช้ 2 มือ กดบริเวณไหปลาร้า แล้วยืดลำคอขึ้นใน 3 ทิศทาง คือ ตรงเหมือนแหงนหน้าขึ้น ยืดซ้าย และยืดขวา

หลังยืดกล้ามเนื้อ คุณแม่จะเข้าสู่การออกกำลังกล้ามเนื้อเต็มที่ โดยย่นหน้าผาก หลับตาปี๋ ยิ้มให้กล้ามเนื้อที่แก้มทำงาน ปฏิบัติท่าละ 3 ครั้ง เมื่อเสร็จแล้วปิดท้ายด้วยการยืดกล้ามเนื้ออีกครั้ง

คุณ แม่ควรนอนทำโยคะใบหน้าช่วงเช้า หรือก่อนนอน ฝึกแสดงอารมณ์ทางสีหน้าที่ไม่ใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น การยิ้ม ควรใช้กล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก และใช้กล้ามเนื้อแก้มออกแรงเล็กน้อยเพื่อยกมุมปากขึ้น อย่ายิ้มนานเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อล้าเกิดริ้วรอยได้ง่าย

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

มีบ้างไหมที่คุณรู้สึกเหนื่อย….เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจเสียเต็มประดา จนไม่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรทั้งวัน

วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

อยากนอนอยู่กับที่เฉยๆ เผื่อจะหายเหนื่อยขึ้นมาบ้าง เหนื่อยแบบนี้ไม่เหมือนกับความเหนื่อยที่เกิดขึ้นหลังวิ่งหรือออกกำลังกายมา ใหม่ๆ นะครับ แต่หมายถึงอารมณ์เพลียละเหี่ยใจพาลไม่มีแรงทำอะไรสักอย่าง พอถึงวันหยุดก็จมอยู่กับที่นอนทั้งวันจนเหมือนคนขี้เกียจ แถมให้คิดอะไรก็คิดไม่ค่อยจะออกเสียด้วย กลายเป็นคนความคิดช้า ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนที่เคยเป็น

เชื่อไหมว่าในโลกนี้มีคนที่ กำลังมีอาการแบบนี้อยู่อีกเป็นล้านๆ คน จนแทบเหมือนเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาหรอกนะครับ เพราะลองคิดว่าถ้ามีคนมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียละเหี่ยใจตลอดเวลาแบบนี้เยอะขนาดนั้น แล้วองค์กรหรืองานที่คนเหล่านี้ทำอยู่จะเคลื่อนตัวไปได้ช้าเพียงใด ยิ่งหากมองภาพรวมในระดับประเทศชาติยิ่งแล้วใหญ่ การพัฒนาศักยภาพแขนงต่างๆ อะไรต่อมิอะไรคงเป็นไปได้ช้าพิลึก!

ในทางการแพทย์มองว่าอาการ อ่อนเพลียของคนเราที่เกิดขึ้นเสมอๆ นี้ ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา สาเหตุของความเหนื่อยอ่อนแบบนี้คงจะตอบได้ยากว่าเกิดจากอะไรแน่ เพราะแต่ละคนล้วนมีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วมักจะมีเหตุมาจากความเจ็บป่วยไม่สบาย การอดนอน ความเครียด คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การทำงานมากเกินไป การรับประทานยาประจำตัว หรือไม่ก็อารมณ์ที่กำลังซึมเศร้าจากแรงกดดันรอบๆ ตัว ยิ่งอยู่ในสภาพสังคมเมืองใหญ่ที่เรามักจะใช้พลังร่างกายกันเกินพิกัด เวลาควรนอนไม่ได้นอน เวลาควรกินไม่ได้กิน เพราะทำงานเกินเวลา หรือเป็นพวกนิยมการปาร์ตี้สังสรรค์ดึกดื่นข้ามวันข้ามคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาเลยลุกไม่ไหว เรียกว่าปาร์ตี้กันเพลินเกินเวลาพาให้งานการเสียก็มีอยู่ไม่น้อย พอได้สติขึ้นมาก็รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรเสียแล้ว

อาการ เหนื่อยๆ เพลียๆ นี้อาจรักษาได้ด้วยยาบางอย่าง อย่างเช่น ยาระงับประสาท หรือยานอนหลับ กินให้คลายเครียดนอนหลับสนิท ตื่นมาจะได้มีเรี่ยวแรง แต่ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ก็อย่างที่พอรู้ๆ กันอยู่ ถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลเสียต่อสุขภาพจิตประสาทแน่ๆ ทางที่ดีกว่าคือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเสียใหม่น่าจะให้ผลที่ดีใน ระยะยาวกับตัวคุณมากกว่า ลองพิจารณา 8 วิธีที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ แล้วนำไปปฏิบัติตามดู คุณอาจจะหยุดความอ่อนเพลียละเหี่ยใจกลับมาเป็นคนใหม่ได้ในเวลาไม่ช้าครับ

1.ไปตรวจสุขภาพ ลองนึกๆ ดูว่าที่คุณรู้สึกเหนื่อยๆ นั้นเป็นเพราะเกิดมาจากอาการไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเปล่า เพราะอาการอย่างเช่น เบื่ออาหาร มึนงง หัวหมุนติ้ว ปวดเมื่อยเนื้อตัว งงๆ ลอยๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือซึมเศร้า บางทีอาจมาจากโรคที่ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ หรือบางครั้งยาที่เราจำเป็นต้องกินเข้าไปก็มีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายเรา อ่อนเพลียได้ เช่นยาประเภทที่มีผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย ยาแก้แพ้ หรือยารักษาอาการติดเชื้อบางประเภท ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่าง ยาระงับประสาทบางตัว อาจทำให้คนที่กินง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งคุณควรจะขอคำแนะนำจากคุณหมอเพิ่มเติมในเรื่องนี้ดูว่ามีวิธีไหนที่จะ หลีกเลี่ยงได้บ้าง

2. ให้ความสำคัญกับการนอนหลับเพิ่มขึ้น ในวันหนึ่งๆ คุณควรจะนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากคุณนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นประจำ ลองนึกดูว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการนอนของคุณบ้าง เช่น ชอบเปิดไฟนอน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือก่อนนอนเป็นนิสัย การทำแบบนี้มักจะเป็นการรบกวนการนอนของคุณโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรยกกิจกรรมเหล่านี้ไปทำที่อื่น แล้วก่อนนอนควรทำอะไรที่จะทำให้จิตใจคุณสงบนิ่ง สบาย เช่น อาบน้ำให้สะอาด หรือทำสมาธิสวดมนต์ ไหว้พระ เป็นต้น แล้วเมื่อถึงเวลานอนให้ตรงเข้ามาในห้องนอนเพื่อนอนเพียงอย่างเดียว อ้อ…ควรงดการดื่มกาแฟ หรือแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนด้วยครับ

3. กินอาหารให้เพียงพอกับธรรมชาติของร่างกายต้องการ นอกจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันในปริมาณที่สมดุลแล้ว ยังจำเป็นต้องกินอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอด้วย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีกำลังวังชา ไม่กินมากไปจนทำให้อ้วนเดินไม่ไหว หรือกินน้อยไปจนกลายเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย เลือกกินให้พอดีๆ ทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ก็จะช่วยคุณไม่ให้ไปเสียเงินเพิ่มกับค่าอาหารเสริมต่างๆ ทำให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นด้วย

4. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วขึ้นไป หลายๆ คนพอจะรู้อยู่ว่าการดื่มน้ำเปล่ามากๆ จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น แต่คุณบางคนอาจยังไม่เคยทราบว่าการดื่มน้ำก็ให้พลังงานกับร่างกายได้ด้วย เหมือนกัน เพราะเวลาที่ร่างกายไม่ได้รับน้ำเพียงพอ โดยธรรมชาติจะพยายามปรับตัวทำงานให้หนักขึ้นเพื่อให้ได้น้ำมาใช้ในกระบวนการ เผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงาน คล้ายๆ กับรถที่ขาดน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ในเวลาที่คุณต้องออกแรงหรือใช้ความคิดมากๆ จนรู้สึกหมดเรี่ยวแรง การได้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำผักคั้นสดๆ สัก 1-2 แก้วจะช่วยทำให้คุณรู้สึกแช่มชื่นขึ้นได้อย่างเห็นผล เพราะทั้งน้ำตาลธรรมชาติและวิตามินในน้ำผัก/ผลไม้จะเข้าไปทดแทนส่วนที่ถูก ใช้ไปได้เป็นอย่างดี และหากเป็นไปได้ควรพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนจะดีกว่า

5. กินอาหารแต่ละมื้อให้อิ่มพอดี หรือแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ ปริมาณน้อยแต่เพิ่มจำนวนมื้อ คุณลองสังเกตดูเวลาเรากินอาหารเข้าไปเยอะๆ จนอิ่มแปล้นั้น มักจะตามมาด้วยอาการง่วงเหงาเงื่องหงอยในอีกไม่กี่นาทีต่อมาเสมอครับ นั่นเพราะร่างกายใช้พลังงานอย่างสูงไปในการย่อยอาหารจนหมด ดังนั้นการกินอาหารมื้อละน้อยๆ จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานแต่พอดีๆ แต่ยังช่วยให้ระบบการย่อยของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย แถมจะช่วยให้การเผาผลาญอาหารทำได้เต็มที่กว่าเดิมด้วย

6. หายใจลึกๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับลมหายใจเข้า-ออก สักติดต่อสักประมาณ 2 นาที จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอารมณ์เหน็ดเหนื่อย วิตกกังวล เศร้าใจ เสียใจ หรือโกรธ ต่างๆ ได้มาก ซึ่งมีผลให้จิตใจของคุณสงบ สบายขึ้น คุณอาจตั้งสติจดจ่อกับการหายใจแบบนี้ในเวลาที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่คนเดียว เช่น ตอนที่รถติดๆ บนถนน ขณะเดินเล่น หรือแม้กระทั่งเวลาซักผ้า ล้างจาน จะช่วยให้จิตใจของคุณมีสมาธิดีขึ้นได้

7. ออกกำลังกายให้มากขึ้น และทำอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นมาในสมองโดย อัตโนมัติ ซึ่งสารนี้จะเป็นสารที่ให้ความรู้สึกเป็นสุข ช่วยคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้ชะงัด และยังช่วยให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานที่ร่างกายเผาผลาญมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ขนาดที่เหมาะคือออกกำลังกายหนักปานกลางวันละ 30 นาทีอย่างน้อยๆ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ หากคุณเป็นคนหนี่งที่นานๆ จะมีโอกาสออกกำลังกายสักที ควรตั้งต้นเสียใหม่ยังไม่สายเกินไปด้วยการเริ่มต้นออกกำลังจากทีละน้อยๆ ช้าๆ ก่อน เช่น การเดินรอบๆ บ้าน แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง ความหนักทีละนิดๆ เช่น เปลี่ยนเป็นวิ่งระยะใกล้ๆ แล้วค่อยเพิ่มระยะทางยาวขึ้น เลือกการออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวเสีย ก่อน เมื่อคุณได้ใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายแล้วจะช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิท ความรู้สึกนึกคิดก็จะแจ่มใสกว่าเดิม

8.อยู่กับปัจจุบันให้ได้ เคยมีคนกล่าวไว้ว่า หากแบ่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตเป็น 100 ส่วน ประมาณ 35 ส่วนจะถูกใช้ไปกับการคิดถึงอดีต 35 ส่วนจะใช้กับการคิดถึงอนาคต ที่เหลืออีกเพียง 30 ส่วนจึงจะใช้คิดถึงเรื่องปัจจุบัน ฟังแล้วคงเห็นภาพว่าทำไมเราถึงรู้สึกเหนื่อยกับเรื่องบางเรื่องที่มันผ่านไป แล้วและเราไม่สามารถแก้ไขได้ หรือเหนื่อยกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเสียเหลือเกิน ดังนั้นทางออกก็คือ การอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ การจดจ่อกับปัจจุบันกาลจะทำให้คุณมีสติรับรู้อันเต็มเปี่ยมทุกขณะจิต มองโลก มองสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ตามความเป็นจริง และจะช่วยให้คุณตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมาก เลือกทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง ไม่ลนลาน หรือร้อนรน ทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนรอบข้างได้

อ่านจนครบ 8 วิธีแล้ว หวังว่าใครที่มักจะรู้สึกเพลียใจอยู่จนเป็นกิจวัตรน่าจะปรับตัวได้ดีขึ้นนะ ครับ แถมท้ายอีกหน่อยด้วยวิธีแก้เครียด วิตกกังวล และกลัว ซึ่งมีที่มาเหตุการณ์ต่างๆ ที่คุณประสบพบเจอ ปัญหาชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจ ความคิด ความทรงจำ หรือแม้แต่ความผิดหวังจากที่คาดหวังเอาไว้ ทั้งหมดนี้ล้วนก่อความเครียดให้คุณได้ไม่มากก็น้อย นำมาซึ่งอาการข้างเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหัว ปวดคอ ปวดตึงที่กล้ามเนื้อไหล่ เหงื่อออกมาก ใจเต้นแรง เป็นต้น วิธีทำใจให้คลายเครียดที่เราอยากแนะไว้ตรงนี้ โดยการ

  • กินอาหารให้ถูกสัดส่วน พร้อมกับหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างที่พูดถึงไปแล้วข้างต้น
  • อย่า เก็บปัญหาที่คุณกำลังเครียดอัดอั้นไว้กับตัว ลองปลดปล่อยมันออกมาด้วยการเล่าให้เพื่อนสนิทที่คุณไว้ใจได้สักคนฟัง ปรึกษาเพื่อนถึงปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ การปลดปล่อยจะทำให้คุณรู้สึกสบายขึ้น แล้วสติปัญญาแจ่มใสคิดแก้ไขสถานการณ์ก็จะเกิดตามมาไม่เชื่อลองดู
  • ผ่อนคลาย จิตใจ ด้วยการหัวเราะเสียบ้าง การอยู่ท่ามกลางคนอารมณ์ดีจะช่วยคุณได้มากในเรื่องนี้ จะทำให้คุณคลายความเครียดได้ชะงัด ความคิดจะกลับมาแจ่มใส พร้อมหันหน้าสู้ปัญหาอย่างมีสติ
  • ให้เวลากับกิจกรรมหรืองานอดิเรก ที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน ฯลฯ จะเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ทั้งยังให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากปัญหาเดิมๆ เหล่านั้นด้วย เผลอๆ จะช่วยคุณมีทางออกให้กับปัญหาแบบไม่รู้ตัว
  • ที่สำคัญที่สุดอย่างที่กล่าวไปแล้วคือ การอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด ครับ

credit: lifestyle.th.msn.comที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

วิธี ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดที่แตกต่าง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ ไม่ทำให้ร้ายกล้ามเนื้อเพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหม

ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

วันนี้ ยืดเส้นยืดสาย เตรียม

เริ่มจากเลือดกรุ๊ปเอ ควรออกกำลังกายแบบช้า ๆ ออกแรงไม่มาก เช่น โยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง เพราะมีโครงกระดูกเล็ก หักง่าย สืบเนื่องจากอาหารที่เหมาะสมของคนเลือดกรุ๊ปเอ คือ อาหารประเภทมังสวิรัติ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย

ส่วนเลือดกรุ๊ปบี ที่รับประทานอาหารทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงมีความว่องไว ให้ออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่หักโหมหรือเชื่องช้าเกินไป เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ กอล์ฟ ปิงปอง

สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี เปรียบเสมือนส่วนผสมของกรุ๊ปเอและบี ให้สังเกตตนเองว่ามักเลือกรับประทานอาหารของกรุ๊ปเอ หรือกรุ๊ปบีมากกว่ากัน เมื่อทราบแล้วก็ให้ออกกำลังกายตามลักษณะของเลือดกรุ๊ปนั้น แต่ก็ควรเพิ่มการออกกำลังกายในแบบที่เหมาะกับเลือดอีกกรุ๊ปด้วย เช่น มักรับประทานผักและผลไม้อย่างคนเลือดกรุ๊ปเอ ก็ให้ออกกำลังกายแบบช้า ๆ เป็นหลัก และเสริมด้วยการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบีบ้าง

ขณะที่คนเลือดกรุ๊ปโอ เหมาะสมกับการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงมาก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่งทางไกล ชกมวย เนื่องจากสภาพร่างกายสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงและผักได้ในปริมาณ มาก ทำให้มีโครงกระดูกที่แข็งแรง กล้ามเนื้อกระชับแน่น

ไม่ว่าคุณจะ มีเลือดอยู่ในกรุ๊ปใด ต้องไม่ลืมการเดินเร็ว 10 นาที หลังจากออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังควรออกมายืดเส้นยืดสายเคลื่อนไหวร่างกายให้ผิวหนังถูกแสงแดดราว 20 – 30 นาที ในช่วงเวลา 11.00 – 14.00 น. เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีรังสียูวีในระดับเข้มข้น ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพื่อช่วยลำเลียงแคลเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังกระดูก โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง หากไม่ได้ออกมารับแสงแดดด้วยการนอนอาบแดดอยู่เฉย ๆ กับที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง.

takecareDD@gmail.com

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

%d bloggers like this: