รสแบบไหน ดีต่อสุขภาพ

ขึ้นชื่อว่าเมนูไทย รสชาติดุเด็ดเผ็ดมันอย่าง เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ต้องมากันครบ

ขึ้นชื่อว่าเมนูไทย รสชาติดุเด็ดเผ็ดมันอย่าง เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ต้องมากันครบ

ยิ่งร้านไหนปรุงอาหารได้จัดจ้านก็ยิ่งได้รับความนิยมอย่างแน่นอน ซึ่งคุณรู้ไหมว่า เจ้ารสชาติแซ่บๆ นี่แหละที่เป็นเหมือนเพชรฆาตเงียบอันน่าสะพรึงกลัว

จงระวังรสจัดจ้าน

ก่อนจะเข้าสู่โหมดเชียร์การรับประทานรสจืด เราขอชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับสารพัดความอันตรายที่ตามติดมากับรสชาติของอาหารแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่าว่าจะร้ายแรงเพียงใด

รสเค็ม

รสเค็มคือรสชาติหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ แม้เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า ความเค็มที่มากเกินไปจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ซึ่งอาหารไทยหลายชนิดมีส่วนผสมของเกลือในปริมาณสูง โดยความเค็มยังแอบซุกซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมอบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักดอง และซอสต่างๆ

นอกจากนี้ อาหารตามธรรมชาติบางอย่างก็ยังมีโซเดียมสูง เช่น อาหารทะเลและเนื้อสัตว์ต่างๆ นั่นจึงหมายความว่า เวลาที่เราจะรับประทานอะไรก็ควรต้องระมัดระวังในการปรุงรสพอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงเกิน

สำหรับโทษของการกินเค็มจัดคือ ทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง แต่ความอันตรายยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะความเค็มยังอาจก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ อาการบวม หัวใจวาย ริดสีดวง ไมเกรน และภาวะกระดูกบาง ซึ่งถ้าเราทานเกลือให้น้อยลงจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น

 รสหวาน

เมื่อพูดถึงที่มาของความหวาน น้ำตาลก็คือสิ่งที่หลายคนนึกถึง ซึ่งเจ้าน้ำตาลหวานหยดนี่แหละที่ถูกจัดให้อยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกายในทันทีที่กินเข้าไป ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในความหวานก็ควรระวังไว้สักนิด เพราะหวานมากไปก็ทำให้อ้วน เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนก่อให้เกิดไขมันสะสม

นอกจากนี้ อาหารรสหวานยังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งคนเป็นเบาหวานกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนัก และเป็นอันตรายมากเท่านั้น

รสเปรี้ยว

รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการรับรสเปรี๊ยวจากธรรมชาติอย่าง มะนาว มะกรูด มะขาม มะม่วงดิบ หรือสับปะรด นับว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าเป็นความเปรี้ยวที่มาจากสารสังเคราะห์อย่าง น้ำส้มสายชู หากบริโภคมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันกัน โดยโรคที่มากับอาหารรสเปรี้ยวคือ ท้องเสีย ร้อนใน ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา และกระดูกผุ

รสเผ็ด

การรับประทานอาหารรสชาติเผ็ดๆ ใส่พริก 10 เม็ด ชวนเหงื่อไหลไคลย้อยคือสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ โดยแหล่งที่มาของความเผ็ดร้อนมักมากับสมุนไพรกลุ่ม เช่น กานพลู ยี่หร่า กระเทียม หัวหอม และพริก ซึ่งความเผ็ดนี่เองที่จะช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้ใหญ่เป็นไปตามปกติ แต่ถ้าบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคกรดในกระเพาะอาหารที่ทำให้นักกินเผ็ดมักมีอาการท้องขึ้นและอึดอัด

นอกจากนี้ รสชาติอันเผ็ดร้อนจนเกินไปยังสามารถก่อให้เกิด สิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติทำให้เกิดสิวได้ง่าย และที่สำคัญอาหารรสเผ็ดยังมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดจึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว

เทคนิคในการกิน

เห็นหรือยังล่ะว่าการทานอาหารรสจัดนั้นมีแต่ส่งผลเสียให้กับร่างกาย ดังนั้น เราจึงมีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารให้อร่อยแบบไม่เสี่ยงโรคภัยมาฝากกัน

1. ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง

2. ลดการเติมเครื่องปรุงรส เพราะในเครื่องปรุงรสเกือบทุกชนิดมีปริมาณโซเดียมสูง

3. ลดการกินอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก หมูยอ แหนม เบคอน ผักดอง ผลไม้ดอง

4. ลดความถี่และปริมาณน้ำจิ้มของการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม เช่น ของทอด สุกี้ หมูกระทะ

5. เลี่ยงอาหารจานด่วน เพราะมีโซเดียมสูง

6. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนที่จะบริโภค

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

วัย 40 กับอาการปวดท้อง อายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็ยิ่งถามหา ยิ่งในวัยเลข 4 ด้วยแล้ว หลายคนมักมีปัญหาในเรื่องของอาการปวดท้อง ซึ่งงานนี้คุณๆ

 วัยสีสิบอัพควรรู้ตัวก่อนว่า เจ้าอาการปวดท้องนั้นมีสาเหตุจากอะไร และบริเวณที่ปวดนั้นสามารถบ่งบอกอะไรกับเราได้บ้าง

โรงพยาบาลพญาไท ให้ข้อมูลว่า อาการปวดท้องที่มักเกิดขึ้นบ่อยกับคนวัย 40 และอาการที่ว่านี้ก็เป็นสิ่งที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยมากที่สุด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดท้องนั้นมีหลายสาเหตุด้วย แต่พอจะแบ่งสาเหตุใหญ่ๆ ได้คือ อาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากอวัยวะภายในช่องท้อง และสาเหตุจากอวัยวะนอกช่องท้อง

สาเหตุจากอวัยวะภายในช่องท้อง

ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร, โรคในระบบทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี, โรคเกี่ยวกับตับ เช่น โรคเนื้องอกที่ตับ, โรคฝีในตับ, โรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ, โรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ ซึ่งมักจะมีการขับถ่ายที่ผิดปกติร่วมด้วย, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ โรคต่างๆ ในช่องท้องนี้ยังมีอีกมากมายซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้ นอกจากนี้โรคในระบบทางเดินปัสสาวะและโรคเฉพาะสตรีก็อาจทำให้ปวดท้องได้

สาเหตุจากอวัยวะภายนอกช่องท้อง

สามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องได้โดยที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่ามาจากโรคภายในช่องท้องที่สำคัญ ได้แก่ โรคปอดบวมแล้วมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งพบในผู้ป่วยวัยกลางคนขึ้นไปอาจมีอาการปวด จุกแน่นบริเวณช่องท้องส่วนบน, โรคหลอดอาหารส่วนปลายอักเสบ แม้กระทั่งโรคที่ผิวหนังที่บริเวณหน้าท้องก็อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงได้ เช่น โรคงูสวัด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าท้องก่อนจะมีตุ่มใสๆ เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าท้องก็ได้

บริเวณที่ปวดบอกอะไร

กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องนั้นเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งเราสามารถแบ่งบริเวณที่ปวดท้องได้เป็น 9 ส่วนคือ

1. ชายโครงขวา คือ ตับและถุงน้ำดี อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดีเช่น ตับอักเสบ ฝีในตับถุงน้ำดีอักเสบ

2. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ ถ้าปวดเป็นประจำเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ ถ้าปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ หากคลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่อาจหมายถึงตับโต แต่หากคลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่

3. ชายโครงขวา คือ ม้าม ซึ่งมักจะคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณนี้

4. บั้นเอวขวา คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบและถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

5. รอบสะดือ คือ ลำไส้เล็ก มักพบในโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้องน้อยขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้องก็อาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ

6. บั้นเอวซ้าย คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบและถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

7. ท้องน้อยขวา คือ ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก ปวดเกร็งเป็นระยะ ร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต ถ้าปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ และหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

8. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก ถ้าปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกะปริบกะปรอย มักเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน เป็นอาการปวดประจำเดือน แต่ในรายที่ปวดเรื้อรังในหญิงแต่งงานแล้วไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก

9. ท้องน้อยซ้าย คือ ปีกมดลูกและท่อไต ถ้าปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่ถ้าคลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็นเนื้องอกในลำไส้

อาการนี้อันตรายแน่

1. คุณปวดท้องใต้ชายโครงขวา หรือไม่?

2. หลังรับประทานอาหารแล้ว คุณมีอาการแน่นท้องอืดนาน แถมมีคนทักคุณว่าตาเหลืองด้วย หรือไม่?

3. คุณปวดท้องแน่นท้องส่วนบน แถมมีไข้หนาวสั่นด้วย หรือไม่?

หากคุณพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่ง อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคสำคัญ ดังนั้น ควรพบและปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยละเอียด

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

THE TECHNOLOGY BEHIND CITY Lips

THE TECHNOLOGY BEHIND CITY Lips

City Lips was recently featured on ABC 7 News where Dr. Dean ran a test of the best lip plumping treatments. 15 women were in the study and the average results was 3 millimeters increased lip volume.

Can City Lips Really Give You Younger, Healthier Lips In 10 Minutes?

A study was performed on a group of 15 women..
Here’s their before and after shots from that study:

before and after images from City Lips users who acheived fuller lips

Recently, a group of 15 women ages 17-40 applied City Lips advanced formula every night for 30 days. Instant visible results are shown after 10 minutes of application and long term results are shown after 30 days of continued use. Photos are all actual results, and have not been retouched.

City Lips IN GOODHOUSEKEEPING

Good Housekeeping test CityLips collagen  Lip plumping treatment

FROM THE GOOD HOUSEKEEPING INSTITUTE:

“Want lips this lush? Our testers did, so we asked them to try different treatments for a month, in hopes of releasing their inner Angelina Jolie. THE WINNERS: City Lips clear gloss Lip Plumping Treatment created the fullest smoochers.
-Good Housekeeping Magazine, Page 45.”

“…The original winner. City Lips is still champion.”
-Good Housekeeping

 

วิตามิน บำบัดอาการยามท้อง

วิตามิน บำบัดอาการยามท้อง

คุณแม่พอจะทราบกันหรือไม่คะว่า วิตามินที่เราทานเข้าไปสามารถบำบัดอาการยามท้องอะไรได้บ้าง แล้วอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเหล่านั้นมีอะไรบ้าง เราลองไปดูกันเลยค่ะ

Vitamins

วิตามินบี 6

แหล่งอาหาร: เห็ด มะเขือเทศ แป้งถั่วเหลือง ข้าวซ้อมมือ
บรรเทาอาการ: แพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง เป็นตะคริว บวมตามข้อ อ่อนเพลีย เจ็บปวดมากยามคลอด ครรภ์เป็นพิษ

วิตามินเอ / วิตามินอี

แหล่งอาหาร: วิตามินเอ – นมสด ไข่แดง น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว และผลไม้สีเหลือง
วิตามินอี – ไข่แดง บร็อกโคลี ถั่ว น้ำมันตับปลา น้ำมันพืช
บรรเทาอาการ: ท้องลาย ผิวแตก ขาลาย

วิตามินบี / วิตามินซี

แหล่งอาหาร: วิตามินบี – เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ไข่ ปลาทู นม ผักใบเขียว ข้าวซ้อมมือ
วิตามินซี – ส้ม น้ำมะนาว มะขามป้อม ฝรั่ง มันเทศ มะเขือเทศ
บรรเทาอาการ: น้ำหนักตัวขึ้นน้อย ลูกตัวเล็ก

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังทานอาหาร

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังอาหาร 

  1. อย่าสูบบุหรี่!!
    จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)
  2. กินผลไม้หลังอาหารทันที!!
    เพราะมันไปพองในท้องคุณ ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ จะดีกว่า
  3. อย่าดื่มน้ำชา!!
    เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้น ทำให้ย่อยยาก
  4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !!
    เพราะเป็นเหตุทำให้ลำไส้ไม่ปกติ
  5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !!
    เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่
  6. อย่าเดินหลังอาหาร !!
    แม้ว่าคุณจะเคยได้ยินว่ากินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าว จะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อการดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ
  7. อย่านอนทันที !!
    อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร

สูตรเครื่องดื่มคุณแม่ : น้ำถั่วแดง

สูตรเครื่องดื่มคุณแม่ : น้ำถั่วแดง

ถั่วแดง เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากๆ ดังนั้นจึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี และยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองปริแตก ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดีจึงสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนั้นยังอุดมด้วยกรดโฟลิคที่ช่วยบำรุงโลหิตอีกด้วย

Red bean drink

ส่วนผสม

  1. ถั่วแดงดิบ 2 ถ้วยตวง
  2. น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง
  3. น้ำตาลทรายแดง  2 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ล้างถั่วแดงให้สะอาดเลือกเมล็ดเสียทิ้ง แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
  2. ต้มถั่วแดงจนกระทั่งสุก ยกขึ้นพักไว้ให้เย็น
  3. ผสมถั่วแดงกับน้ำเปล่า แล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียด
  4. ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนตลอดเวลา ใส่น้ำตาลทรายแดง ชิมรสให้ออกหวานเล็กน้อย

ปวดบิเวณเต้านม

ไขข้อข้องใจเรื่องปวดเต้านม

ซึ่งบางคนก็คิดว่าไกลว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านม เพราะเมื่อคลำแล้วรู้สึกเต้านมแข็งและเจ็บ แหมสารพัดปัญหาขนาดนี้ เอาเป็นว่าเรามาเจาะลึกเรื่องอาการปวกเต้านมกันเลยดีกว่า

ปวดบริเวณเต้านม

เป็นอาการที่พบได้บ่อยจนอาจจะเป็นเรื่องปกติในผู้หญิงส่วนมาก จะต่างกันก็ตรงที่ความรุนแรงของอาการปวดเท่านั้น เชื่อว่า 2 ใน 3 ของผู้หญิงย ทั่วไปมักจะเคยมีอาการปวดอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต และก็มักจะสร้างความกังวลใจกับคุณผู้หญิงว่ามันจะเป็น อาการของโรคมะเร็งเต้านมหรือเปล่า แต่สำหรับในขั้นตอนทางการรพทย์แล้วนั้นเราสามารถตรวจเพื่อแยกว่าเป็นการเจ็บที่บริเวณกล้ามเนื้อ หรือผนังหน้าอก ทั้งนี้อาการปวดบริเวณเต้านมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

1. อาการปวดที่มีสาเหตุสัมพันธ์กับรอบเดือน โดยเฉพาะในช่วงหลังไข่ตก (ช่วงกลางรอบเดือน) โดยจะมีอาการปวดทั้ง 2 ข้าง เจ็บแบบตึงๆ จากอาการเจ็บๆ เพียงเล็กน้อยถึงปวดคล้ายถูกของแหลมแทง

2. อาการปวดที่ไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน ซึ่งอาการเจ็บเต้านมมักจะสามารถระบุตำแหน่งที่เจ็บได้ โดยมักจะเป็บบริเวณใต้หัวนม ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้ อาการเจ็บมักจะรู้สึกแสบๆ คันๆ หรือตึงๆ

เจ็บเต้านมกับรอบเดือน

อาการเจ็บในลักษณะนี้เกิดจากขณะที่มีการตกไข่ ฮฮร์โมนเพศหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้กรดไขมันตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า กาโมลีนิก (Gamolenic Acid) ลดต่ำลง จึงทำให้คุณผู้หญิงรู้สึกปวดที่บริเวณเต้านม โดยจะเจ็บแบบตึงๆ ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งหากคุณผู้หญิงท่านใดเกิดความกังวล หรือสงสัยที่มันเป็นอาการของโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็สามารถมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการดังกล่าว ซึ่งรายละเอียดในการตรวจของแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอาการปวดดังกล่าวว่าคุณปวดตรงบริเวณใด ปวดสัมพันธ์กับรอบเดือนหรือไม่ และจะตรวจร่างกายดูว่ามีก้อนที่เต้านมหรือมีน้ำออกจากหัวนมหรือไม่

-ถ้าตรวจพบว่ามีก้อนที่เต้านม แพทย์ก็จะส่งตรวจอัลตร้าซาวด์ดูว่าก้อนนั้นเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ

– ถ้าตรวจพบว่ามีน้ำออกจากหัวนม ก็จะต้องดูสีน้ำที่ออกมาว่าเป็นเลือดหรือเป็นสีน้ำนมธรรมดา และแพทย์จะส่งตัวอย่างน้ำที่ออกมานั้นไปตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็งเต้านม และจะให้ผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์

– ถ้าพบตรวจพบว่ามีแผลหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของเต้านมอาจจะเป็นงูสวัสดิ์ได้

– ถ้าตรวจไม่พบความผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้ทำแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์ถ้าผลไม่มีความผิดปกติก็จะอธิบายเรื่องปวดที่เต้านมให้ผู้รับบริการเข้าใจต่อไป

ดูแลตนเองถ้าปวดเต้านมเมื่อมีรอบเดือน

สำหรับอาการปวดเต้านมที่ไม่พบความผิดปกติที่เต้านม ก็อาจจะยากที่จะระบุต้นเหตุที่แท้จริงของอาการปวด แต่สาเหตุก็มักรวมๆ กันตั้งแต่การใช้งานแขนข้างนั้นมากเกินไป การออกกำลังกายที่ผิดจังหวะ การรับประทานยาฮอร์โมนบางชนิดหรือดื่มน้ำชา กาแฟ ช็อคโกแลต มากเกินไป

โดยหลังจากแพทย์ตรวจและไม่พบความผิดปกติใดๆ คุณก็หมดกังวลไปได้เลยว่าจะเป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ลองเปลี่ยนยกทรงหรือเลือกชนิดและขนาดที่เหมาะสมกับสรีระ การปรับวิธีการรับประทานอาหาร เช่น ลดปริมาณไขมันจากเนื้อสัตว์ (นม, เนย, ชีส, ไอสครีม) และควรเพิ่มอาการจำพวกผักและผลไม้สดแทน ถ้าหากอาการยังไม่หาย อาจจะต้องรับประทานยา เช่น Evening primrose oil โดยรับประทานยาทุกวันตอนเย็นอย่างน้อย 3 เดือน

ปวดเต้านมที่ไม่เกี่ยวกับรอบเดือน

สำหรับอาการปวดในลักษณะนี้มักจะเกิดจากกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ หรืออาจจะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือมีถุงน้ำที่เต้านม โดยหากมีถึงน้ำที่เต้านมแพทย์จะดูว่าถุงน้ำมีขนาดใหญ่หรือไม่ ถ้ามีขนาดใหญ่พอที่มือสามารถคลำได้แพทย์ก็จะเจาะเอาน้ำออกไป ส่วนถ้าคลำไม่ได้ก็จะให้รับประทานยาแก้ปวดแทน

อาการปวดกับมะเร็ง

ผู้หญิงหลายท่านอาจจะเกิดความกังวลใจว่า อาการปวดดังกล่าวจะเกิดมะเร็งหรือไม่ ในความเป็นตริงแล้วมะเร็งที่จะทำให้เกิดอาการปวดคือต้องมีก้อนขนาดใหญ่ และลุกลามไปที่ผิวหนังข้างนอก หรือที่ผนังหน้าอกข้างใน เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับคุณหมอหากเจอผู้ป่วยมาด้วยอาการปวดเต้านมแพทย์จะนึกถึงมะเร็งน้อยลง โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี หากมีอาการปวดเต้านมข้างเดียว และสามารถคลำได้จนเจอก้อนก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นถึงน้ำ หรือที่เรียกว่า ซีสต์ มากกว่า

อาการของเต้านมที่ควรพบแพทย์

1. ก้อนไตแข็ง หรือเนื้อเต้านมหนาตัวขึ้นผิดปกติ

2. อาการบวม แดง ร้อน ของบริเวณเต้านมที่ไม่หายได้เอง

3. เต้านมมีขนาดหรือรูปร่างเปลี่ยนไป

4. รอยบุ๋มของผิวเต้านมหรือหัวนมที่เกิดขึ้นใหม่

5. แผล ผื่น อาการคันบริเวณเต้านม

6. มีน้ำหรือเลือดไหลจากหัวนม

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

กินพาราเซตามอลมากไป ระวังตับพัง

พาราเซตามอล เป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ หรือ แม้กระทั่งร้านขายของชำก็ยังมีขาย แต่ใครจะรู้บ้างว่า หากกินติดต่อกันในปริมาณที่มากจนเกินไป จะเป็นอันตรายอย่างไรบ้าง

พาราเซตามอล เป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ หรือ แม้กระทั่งร้านขายของชำก็ยังมีขาย แต่ใครจะรู้บ้างว่า หากกินติดต่อกันในปริมาณที่มากจนเกินไป จะเป็นอันตรายอย่างไร

กินพาราเซตามอลมากไป ระวังตับพัง

พาราเซตามอล เป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ หรือ แม้กระทั่งร้านขายของชำก็ยังมีขาย แต่ใครจะรู้บ้างว่า หากกินติดต่อกันในปริมาณที่มากจนเกินไป จะเป็นอันตรายอย่างไรบ้าง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภก.วินิต อัศวกิจวิรี ผอ. กองควบคุมยา สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ยาพาราเซตามอลที่ขึ้นทะเบียนในบ้านเรา มีชื่อการค้าประมาณ 900 ชื่อ แบ่งเป็นชนิดเม็ด และแคปซูลประมาณ 600 ชื่อ ส่วนอีก 300 ชื่อเป็นชนิดน้ำ ในส่วนของยาเม็ดนั้น ประมาณ 500 ชื่อการค้า มีขนาด 500 มก. ส่วนขนาด 325 มก. มี 80 ชื่อการค้า

การกินพาราเซตามอล ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อแก้ปวด ลดไข้ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่บางคนใจร้อนอยากหายเร็ว กินครั้งละ 2 เม็ด ๆ ละ 500 มก. เวลาผ่านไปยังไม่ถึง 4 ชม. ก็กินซ้ำลงไปอีก กรณีเช่นนี้ทำให้ได้รับพาราเซตามอลถึง 2 กรัม ซึ่งอาจจะเป็นพิษต่อตับได้

โดยเฉพาะในคนที่ไวต่อพาราเซตามอล หากกินเกิน 2 กรัมขึ้นไป อาจจะทำให้ตับอักเสบได้ ในรายที่ตับอักเสบไม่รุนแรง อาจมีแค่อาการอ่อนเพลีย พักฟื้นสักพักก็หายเป็นปกติ แต่ถ้าโชคร้ายอาจถึงขั้นตับวายถึงแก่ชีวิตได้ แต่โอกาสจะเกิดน้อยมากเท่าที่ดูจากรายงานบ้านเราก็ยังไม่มีเรื่องนี้

พาราเซตามอลกับปัญหาต่อตับ จึงขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและความไวต่อยา ถ้าไม่ได้กินต่อเนื่องเป็นเวลานานคงไม่เป็นไร คือ คนส่วนใหญ่กิน 2 วันก็เลิกแล้ว ในคนที่มีปัญหาเรื่องตับ ถ้าหมอ หรือ เภสัชกรรู้ จะไม่จ่ายพาราเซตามอลให้ แต่จะจัดยากลุ่มอื่นให้แทน จึงขอเตือนว่า ควรหลีกเลี่ยงการกินพาราเซตามอลพร้อมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะไปเสริมฤทธิ์กันและเป็นอันตรายต่อตับได้

ทำไมพาราเซตามอลขนาด 325 มก. ไม่เป็นที่นิยม ? ภก.วินิต กล่าวว่า บ้านเราเคยชินกับการกินพาราเซตามอลขนาด 500 มก. ซึ่งคนเชื่อว่า แรงกว่า กินเม็ดเดียวเอาอยู่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงขนาดแค่ 325 มก.ก็ออกฤทธิ์ได้ผลเหมือนกัน

ด้าน ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขา ธิการ อย. กล่าวว่า ไม่ควรกินพาราเซตามอล เกินกำหนดตามเอกสารยาที่ระบุ สำหรับขนาดเหมาะสมกับผู้ใหญ่ กิน 1 เม็ด 500 มก. ทุก 4 ชั่วโมง หรือ กิน 2 เม็ด 1,000 มก. ทุก 6 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด หรือ 4 กรัม ควรเว้นระยะห่างของการกินยาแต่ละครั้ง เพื่อให้ร่างกายเกิดการขับยา มิให้เกิดการสะสม เป็นอันตรายต่อตับ หากใช้พาราเซตามอล เกิน 5 วัน แล้วอาการปวดยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ และหยุดการใช้ยาทันที สำหรับการใช้ยาในเด็ก ควรลดขนาดยาลง โดยใช้ยาครั้งละไม่เกิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หากไม่แน่ใจการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่อยากฝาก คือ ขอให้ผู้บริโภคอ่านฉลากยาอย่างละเอียดทุกครั้งถึงวิธีการใช้ คำเตือน ที่จะเป็นประโยชน์ ป้องกันอันตรายจากผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะการใช้พาราเซตามอล ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาการทำงานของตับที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้ที่ดื่มสุรามากจนตับเริ่มเสื่อม หรือมีการทำงานของตับที่เสื่อมลงจากการได้รับสารอะฟลาท็อกซินในอาหาร เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือใช้ยาอื่นที่มีพิษต่อตับร่วมกับพาราเซตามอล โอกาสเกิดพิษย่อมมีมากขึ้น เพราะอันตรายที่สำคัญที่สุดของพาราเซตามอล คือ การเกิดพิษต่อตับ และขอให้ระมัดระวังในการใช้ยาแก้ปวด แก้ไข้ และยารักษาโรคต่าง ๆ เพราะยามีทั้งคุณและโทษ หากร่างกายมีโรคประจำตัว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://nokinamerica.com/1051/

โกหกเพื่อความสบายใจ ใช้ได้ผลจริงหรือ?

โกหกเพื่อความสบายใจ ใช้ได้ผลจริงหรือ?

 

สิ่งที่เราจดจำมาตั้งแต่วัยเยาว์คือ การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา ปัจจัยอื่นๆ ก็พาให้เราโกหกอยู่บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน หากผู้ถูกโกหกไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ถ้ารู้ขึ้นมา ร้อยทั้งร้อยก็ผิดใจกันทุกราย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสนิท ไม่ว่าจะเป็น พ่อ-แม่, พี่-น้อง, เพื่อน และคนรัก

หลายคนเกิดคำถามว่า การโกหกเป็นเรื่องเลวร้ายจริงหรือ? แล้วถ้าเราโกหกเพื่อให้คนที่เรารักสบายใจในความสัมพันธ์นั้นผิดหรือไม่ หรือบางครั้งก็แค่เลี่ยงบาลี ตีมึนทำเนียนๆ ไป ก็คิดเข้าข้างตัวเองกันว่า ฉันไม่ผิด (เท่าไหร่หรอกนะ)

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะมีเหตุผลอะไร การโกหกก็ทำให้ความสัมพันธ์เราแย่ลงในที่สุด โดยเฉพาะกับตัวเอง เพราะมันอาจทำให้คุณกลายเป็นคนโกหกใครๆ เก่งจนเคยตัว ลองมาดูเหตุผลของคนที่คิดโกหก และสถานการณ์เมื่อถูกจับได้กันก่อนเลยค่ะ

โกหกเพื่อให้เกิดความสบายใจของเขา

ข้อนี้ฟังดูเหมือนเป็นคนดีขึ้นมาทีเดียว แต่ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ความรักขึ้นมาให้เห็นภาพอย่างชัดเจน หากคนรักของเราโกหกเพื่อให้คุณสบายใจว่า เขาและแฟนเก่าไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว แท้จริงนั้นเขายังติดต่อกัน แต่ไม่อยากให้คุณเป็นกังวลใจก็เลยเลิกปิดบัง นั่นเป็นเพราะเขาอาจไม่มีอะไรจริงๆ ถามว่าหัวอกผู้หญิงถ้ารู้ทีหลังโกรธมั้ย?…เรื่องนี้เป็นฟืนเป็นไฟ ฆ่าได้หยามไม่ได้ทีเดียวค่ะ

โกหกเพื่อความสบายใจของเรา

ไม่ต้องถามเลยว่า ข้อนี้เป็นยังไง ใครๆ ก็ต้องตอบว่าไม่ดีอย่างแน่นอน แต่เหตุผลก็ยังคล้ายๆ กับข้อแรกอยู่ดี หลายคนเลือกโกหกเพราะเลี่ยงปัญหา ทำให้เราสบายใจกว่า แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน คนฟังมารู้ทีหลังจะยิ่งหมางใจกันเสียเปล่า และข้อนี้ก็เป็นการโกหกที่สมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อแม้เสียด้วย ส่วนผลที่ตามมานั้น อยากให้คุณลองถามตัวเองดูว่า ถึงแม้เขาจับไม่ได้ แต่คุณก็ยังไม่วายร้อนใจ กลัวว่าถ้าความตริงเปิดเผยเมื่อไหร่จะกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตหนักกว่าเดิมอยู่ดี เห็นมั้ยคะว่า การโกหกแบบนี้ไม่มีข้อดีหลงเหลืออยู่เลย

การโกหก ไม่ว่าจะทำเพื่อให้คนที่เรารักสบายใจ หรือเหตุผลใดก็ตามสุดท้ายแล้วมันก็ยังเป็นคำโกหกวันยังค่ำ และเมื่อวันย้อนกลับมาหาเรา ก็จะทำให้เราเป็นทุกข์ในความผิดที่ตัวเองเป็นผู้ก่อ และ และไม่ผิดดีค่ะ ลองพิจารณาดูว่า นั่นคุณทำเพื่อคนที่คุณรักจริงหรือ???

เรื่องโดย : ข้าวปั้น

วิธีปฏิบัติ ระงับอาการนอกใจ

วิธีปฏิบัติ ระงับอาการนอกใจ

 

ความรักของหญิงและชายมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน อย่างที่รู้กันว่าปัจจัยหลายๆ อย่างยุยงส่งเสริมให้ผู้ชายตะบะแตกนอกใจคนรักหรือภรรยาอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีสิ่งที่บรรดาผู้หญิงทั้งหลายต้องย้อนกลับมาดูพฤติกรรมของตัวเองด้วยว่า เรายังมีบางสิ่งที่ขาดตกบกพร่องอะไรไปหรือเปล่า ถ้าเราปฏิบัติตัวได้สมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว เขายังนอกใจและไม่ใยดี นั่นก็ไม่น่าเสียใจ และพึงระลึกไว้ว่า ถ้าเราทำได้ขนาดนี้ ผู้ชายที่ไหนก็คงต้องการ แต่

เริ่มต้นด้วยการเอาอกเอาใจอย่างพอควร ที่บอกว่าพอควรคือ ผู้ชายไม่ชอบอะไรที่ดูเป็นการประเคนเกินไปนัก เพราะบางครั้งมันอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัดกับความดีของคุณจนทำให้เขาอยากอยู่ห่าง หรือเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่ามันเลี่ยน การจะเอาใจเขาก็ดูสถานการณ์กันนิดนึงค่ะ เช่น คำถามง่ายๆ ว่าเหนื่อยไหม หลังจากที่เขากลับมาจากออฟฟิศ พร้อมกับน้ำดื่มเย็นชื่นใจที่เขาชอบ หรืออาจจะเป็นการตระเตรียมอาหารเช้าให้เขารู้สึกว่าเรามีความพยายามกับการเอาใจใส่เขาเท่านั้น ไม่ต้องถึงขั้นตามประคบประหงมตลอด 24 ชม. ค่ะ

เมื่อความรักดำเนินมาสักพัก ก็มักจะมีช่วงเวลาที่จืดจางกันบ้าง โดยเฉพาะสำหรับคุณผู้ชายทั้งหลาย เมื่อหมดความหวือหวาก็หันหน้าไปนอกบ้านเสียหมด แล้วสำหรับผู้หญิงที่ยังรักมั่นคงจะทำอะไรได้นอกเสียจากดึงคนรักให้มีความสุขอยู่กับเราเสมอ แต่ผู้หญิงบางคนก็เลือกที่จะทำตัวเป็นนักสืบ คอยแอบดูทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายเขา ถึงแม้คุณจะรู้สึกว่า คุณแอบทำ แต่เชื่อเถอะว่าผู้ชายเองก็รู้สึกอึดอัดอย่างไม่รู้สาเหตุ และนั่นก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนอกใจ เพราะเขาจะรู้สึกว่า ผู้หญิงนอกบ้านดูมีระยะห่างไม่อึดอัดเท่าผู้หญิงในบ้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เปลี่ยนวิธีปฏิบัติกันเถอะค่ะ หากเราเกิดความสงสัย ผู้ชายชอบที่จะให้เราเอ่ยถาม มากกว่าสืบเอง ถามกันไปตรงๆ และบอกความรู้สึกของคุณออกไปยังจะดีเสียกว่า

แต่การบอกความรู้สึกนั้น ก็มีอีกหลายวิธีที่เราเลือกทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวที่ผู้หญิงหลายคนเลือกจะเก็บกดเอาไว้ในใจ แล้วรอจนทนไม่ไหวจึงปล่อยให้มันระเบิดออกมา เลิกเสียเถอะค่ะ หากรู้สึกกังวลใจจงบอกออกไปอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่แรกๆ เพราะหากเป็นแค่ความสงสัย มันก็คงไม่มีอารมณ์โมโหชวนทะเลาะแฝงไปด้วย แต่ถ้าเราบอกด้วยความรู้สึกอัดอั้น มันจะกลายเป็นระเบิดลูกโตที่พร้อมจะพังฐานทัพตรงหน้าได้เลยทีเดียวค่ะ

หลังจากที่บอกถึงปัญหาไปแล้ว กลับเข้ามาสู่วิธีปฏิบัติจริงจังกันค่ะ อย่างที่บอกว่า ผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงตีโพยตีพาย การระงับอารมณ์เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนต้องทำ และนั่นอาจหมายถึงการวางตัวให้เขาเกรงใจ สำหรับผู้ชายแล้วการเป็นช้างเท้าหน้าถือเป็นเรื่องที่ทำให้เขาภาคภูมิใจในชีวิตคู่มากที่สุด หากเขารู้สึกสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจแล้วล่ะก็ เขาก็มักจะมองหาอนาเขตใหม่ที่เขาสามารถเป็นใหญ่ได้ขึ้นมาทันที ดังนั้น..การให้เกียรติจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่เขาควรได้รับ

สำหรับผู้หญิง..ถ้าอยากหยุดพฤติกรรมนอกใจของคนรัก ก็ต้องทำตัวให้มีคุณค่าค่ะ ผู้หญิงสมัยนี้ต้องดูดี รักตัวเอง และทำตัวมีทางเลือกอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเห็นเราเป็นของตาย เขาก็จะนอกใจเราได้อย่างสบายๆ และหากเรายังมีข้อเสียอย่างพฤติกรรมที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายไม่ชอบแล้วนั้น ก็จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เขารู้สึกอยากนอกใจได้มากขึ้นค่ะ

เรื่องโดย : ข้าวปั้น

%d bloggers like this: