6 วิธี สอนลูกให้คิดบวก

6 วิธี สอนลูกให้คิดบวก

เมื่อถามพ่อแม่ว่า คาดหวังอนาคตลูกไว้อย่างไร เราคงได้คำตอบที่หลากหลาย แต่ทุกคำตอบก็น่าจะอยู่บนเส้นทางเดียวกัน คือ เก่ง ดี มีความสุข เราก็อยากจะต่อท้ายให้อีกหนึ่งคำคือ “คิดเป็น”

“คิดเป็น” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง คิดเลขได้ ภาษาดี วิทยาศาสตร์คล่อง แต่หมายถึง ความคิดในเชิงการใช้ชีวิต การรู้จักอยู่ ในสังคมโลกปัจจุบัน ซึ่งเราจะอยู่อย่างเป็นสุขยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกวินาทีให้ได้ดี นั้น ต้องอาศัยการคิดเชิงบวก

ผลลัพธ์ของเด็กที่คิดบวกไม่เป็น
โดยปกติผลลัพธ์ต้อง อยู่ในส่วนสรุป แต่ต้องนำมาขึ้นต้น ก็เพราะผลลัพธ์ที่เกิดจากการคิดไม่เป็น ร้ายแรงเกินกว่าจะให้เป็นบทสรุป
เด็กที่คิดบวกไม่ได้ คิดไม่เป็น สามารถทำร้ายตัวเอง ถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ จริงอยู่ว่าตอนนี้ลูกเราอาจจะแค่ 2 ขวบ ไม่มีทางมีความคิดแบบนั้นแน่นอน แต่อย่าลืมทักษะความคิดเป็นสิ่งที่สะสม พัฒนามาตั้งแต่วัยเด็ก
จิตแพทย์กล่าวว่า ก่อนที่เด็กวัยรุ่น หรือก่อนวัยรุ่น ตัดสินใจทำร้ายตัวเอง ต้องเกิดความเครียดขึ้นมาก่อน ซึ่งความจริงแล้วความเครียดระดับต่ำๆ อาจจะเป็นผลดีในการผลักดันในการทำงานให้ประสบความสำเร็จบางอย่างได้ดี แต่ถ้าเครียดมาก ก็จะมีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดข้อ ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ หัวใจทำงานไม่ปกติ ภูมิต้านทานต่ำลง เจ็บป่วยง่าย พฤติกรรมเปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริง ก็กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ผลการเรียนตก ไม่มีสมาธิ ปฎิสัมพันกับคนรอบข้างน้อยลง
ไม่เพียงแต่เด็กโตเท่านั้น ที่เครียดเป็น มีการประเมินว่า เด็กแรกเกิดก็สามารถเครียดเป็นแล้วเช่นกัน คำแนะนำในการเลี้ยงดูลูก ที่ทุกคนต้องพูดถึง คือ การให้ความอบอุ่น ให้ความรัก และการโอบกอดลูกมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะลูกจะเกิดความไว้วางใจ ผ่อนคลาย ปลอดภัย ก็จะไม่เกิดความเครียดขึ้นนั่นเอง

เริ่ม ปลูกฝังความคิดบวกให้ลูกตั้งแต่วันนี้
1.เข้าใจ พัฒนาการตามวัยของลูก
ข้อนี้ สำคัญมาก ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่อยากส่งเสริมลูกเรื่องใดก็ตาม ถ้าเข้าใจพัฒนาการ และลักษณะเฉพาะตัวของลูก ก็จะเข้าใจพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงกับลูกได้ ถ้าลูกมีการทำผิดก็ใช้วิธีการลงโทษอย่างสร้างสรรค์ เช่น ใช้วิธี time out หักคะแนนความดี หรืองดของบางอย่างที่ลูกควรจะได้ เป็นต้น

2.เน้นให้ลูกยอมรับความแตกต่าง และสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็คือสอน ในเรื่องธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่ เมื่อลูกรู้จักยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีอคติเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ผิดหวัง ความคิดในด้านลบไม่ เกิดขึ้น ก็ไม่เป็นตัวขัดขวางของความคิดสร้างสรรค์

3.สอนให้ลูกรู้จักแสดงความคิดเห็น
วัยนี้ เป็นวัยช่างซัก ช่างถาม ต้องเปิดโอกาสให้ลูกเป็นเด็กช่างสงสัยให้มากที่สุด จนกลายเป็นนิสัย และไม่จำเป็นที่พ่อแม่ต้องตอบคำถามลูกได้หมดทุกข้อ เราสามารถตอบว่า ไม่รู้ แล้วมาช่วยกันหาคำตอบได้ เปิดโอกาสให้ลูกหาคำตอบเอง โดยมีพ่อแม่คอยถามนำ ส่งเสริม ช่วยเหลือ และที่สำคัญต้องเปิดใจกับคำถาม คำตอบ และเหตุผลของลูก เพราะคำตอบไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่ก็พ่อแม่ก็ต้องสอดแทรกความคิดเห็นของตัวเองด้วยเหมือนกัน หรืออธิบายในสิ่งที่ถูกต้องตามหลังคุณธรรม ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้ลูกน้อยรู้จักคิด และค้นหาคำตอบในชีวิตของตัวเองต่อไป ผลพลอยได้ที่เพิ่มขึ้นคือ ลูกจะรู้จักแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ และรู้จักรับฟังเหตุผลของคนอื่นเช่นกัน


4.ไม่ปิดกั้นจิตนาการลูก

เริ่ม ง่ายๆ จากการอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง เมื่อมีความคิดอะไรแปลกๆ พ่อแม่ต้องรับฟัง และพูดคุยกับลูก สอนให้ลูกรับการอ่าน เมื่อลูกต้องการรู้สิ่งใดก็สอนการค้นหาความรู้ ไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือ ออกไปเห็นของจริง ถามไถ่จากผู้อื่น เป็นการสะสมข้อมูลในสมองลูก เมื่อโตขึ้นมาอีกนิด ต้องสอดแทรกการคิดวิเคราะห์ ข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่ความคิดที่ตกผลึกต่อไป

5.อย่า ปกป้องลูกมากจนเกินไป
ต้องให้ ลูกได้เผชิญปัญหาเองบ้างบางครั้ง อย่ากลัวว่าจะเห็นลูกผิดหวัง หรือล้มเหลว เพราะบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อลูกโตขึ้น แต่ที่สำคัญพ่อแม่ต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ให้คำแนะนำ สิ่งที่สำคัญคือ ให้ลูกเชื่อมั่นในตนเอง

6. เพิ่มแรงจูงใจ
การสอน ให้ลูกรู้จักสร้างแรงจูงใจให้ต้องเอง ให้เรียนรู้ถึงความรู้สึกดีๆ เมื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จ เช่น ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้ลูกที่ไม่ยากเกินไป (ตามวัย) เมื่อลูกทำสำเร็จก็ได้รับกอดจากพ่อ จูจุ๊บจากแม่ แล้วก็ค่อยๆ ตั้งเป้าหมายใหม่ จะทำให้ลูกรู้สึกถึงดีถึงสิ่ง ที่ได้ทำไป

ข้อมูลโดย Happy Baby.

http://www.happybaby.in.th

Leave a Reply

%d bloggers like this: