4 เรื่องต้องรู้ก่อนพาลูกลงสระน้ำ

4 เรื่องน่ารู้ก่อนพาลูกงสระน้ำ

การว่ายน้ำ เป็นกิจกรรมการออกกำลังกาย ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของลูก ทั้งยังเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความสุขให้ทุกคนในครอบครัว แต่คุณพ่อคุณแม่ควรหาข้อมูลที่ถูกต้องก่อนพาลูกน้อยลงสระน้ำ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ

1. รู้ ก่อนลงสระน้ำ
การ เลือกสระว่ายน้ำ
เลือกใช้บริการสระว่ายน้ำ ที่มีระบบการดูแลที่ได้มาตรฐาน เช่น มีระบบหมุนเวียนของน้ำ ระบบการฆ่าเชื้อ ระบบวัดคลอรีน ที่สำคัญ สระว่ายน้ำนั้นๆ ต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมต่อการช่วยเหลือ เช่น ห่วงยางชูชีพ เจ้าหน้าที่ดูแลสระ และควรมีกฎข้อบังคับที่เคร่งครัด

การดูแลของพ่อแม่
– จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการว่ายน้ำไปเอง (พ่อ แม่ และลูก) ลดการใช้ของร่วมกัน เช่น ชุดว่ายน้ำ ผ้าขนหนู เพื่อเป็นการป้องกันการรับเชื้อโรคต่างๆ
– ควรอยู่ใกล้ชิดกับเด็กและไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ในสระน้ำเพียงลำพัง หากลูกมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย ก็ควรงดการพาเด็กลงสระว่ายน้ำ
– ควรทำความสะอาดร่างกายก่อนและหลังลงสระว่ายน้ำทุกครั้ง
– สอนลูกเรื่องการขับถ่ายที่เหมาะสม เช่น เมื่อเด็กปวดปัสสาวะ อุจจาระก็ควรบอก ไม่ขับถ่ายลงในสระน้ำ

2. แพ้ คลอรีนหรือไม่
การแพ้คลอรีนเกิดขึ้นได้ เมื่อคลอรีนที่ผสมอยู่ในสระน้ำมีมากเกินมาตรฐานที่กำหนด (ค่าที่เหมาะสมคือ 0.6-1 ppm) เด็กที่แพ้คลอรีน จะมีอาการระคายเคืองบริเวณตา เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการแสบหรือคันจมูก ปวดแสบปวดร้อนผิวหนัง

หากเป็นไม่มาก อาการจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน (เพราะผ่านการอาบน้ำ) กรณีที่คลอรีนมีปริมาณมากเกินค่าที่กำหนด ผิวหนังอาจเกิดการไหม้ เป็นแผลผุพองได้ โดยเฉพาะเวลาที่เด็ก หายใจเข้า-ออกนั้นอาจเกิดปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการไอ          คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตว่า เมื่อลูกลงสระน้ำแล้ว มีอาการเป็นเช่นไร เช่น ตาแดง ถ้ามีก็ควรพาลูกขึ้นจากสระ พาไปล้างหน้าหรือใช้น้ำเกลือล้างตา อาการก็จะดีขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

3. อาการที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้
ท้องร่วง
คืออาการถ่ายเหลว อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการกลืนน้ำในสระ ฉะนั้น เมื่อมีการปนเปื้อนของอุจจาระในสระ ก็อาจทำให้เด็กได้รับเชื้อโรคได้ หากเด็กมีอาการถ่ายเหลวอาเจียน ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

อาการคัน อักเสบ
เกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ชุดว่ายน้ำ ผ้าขนหนู ทำให้ได้รับเชื้อโรคติดต่อกันได้ง่าย อาการที่พบคือ มีอาการอักเสบ คัน บริเวณในร่มผ้า โดยส่วนมากเชื้อต้นเหตุก็คือเชื้อรานั่นเอง

หูชั้นนอกอักเสบ
เด็กอาจมีอาการปวด เจ็บหู จากการเช็ดถูที่หูแรงเกินไป ที่จริงแล้วโดยธรรมชาติ เมื่อมีน้ำเข้าหู ร่างกายจะสามารถขับออกมาได้เอง หากต้องการทำความสะอาด อาจใช้คอตตอลบัตหรือผ้าซับเพียงเบาๆ ที่ใบหู ไม่ควรเช็ดในช่องหูหรือถูแรงเกินไป

เยื่อบุตาอักเสบ
เกิดจากเชื้อไวรัส หากสระน้ำมีระบบไหลเวียน การกรองน้ำไม่ดี ไม่มีระบบฆ่าเชื้อโรค ก็ทำให้เชื้อไวรัสคงทนอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดโรคได้ง่าย

หูดข้าวสุก
เป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถหายไปได้เอง มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาวแข็ง ตามร่างกาย

4. อุบัติเหตุที่ต้องระวัง
ลื่น ล้ม
เด็กวัย เตาะแตะ มักเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่อง ใช้ขาก้าวเดินได้แล้ว อีกทั้งขนาดศีรษะก็ใหญ่กว่าลำตัว เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ ศีรษะจึงเป็นจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย ทำให้เด็กวัยเตาะแตะลื่นล้ม เกิดอันตรายได้ง่าย

สำลักน้ำ
กรณี น้ำเข้าจมูก ควร จะต้องรอดูว่า มีอาการใดๆ ตามมาหรือไม่ ซึ่งสามารถป้องกันได้ โดยการระมัดระวัง ไม่ให้น้ำเข้าโพรงจมูก หากมีการสำลัก ก็ควรให้รีบสั่งน้ำออกแรงๆ เช่น ให้ลูกไอหรือจาม

บาดแผล
อุบัติเหตุที่พบได้บ่อย เนื่องจากขอบสระ พื้นสระ หรือภายในสระ มีกระเบื้องที่แตก เมื่อเด็กไปสัมผัส จับ ก็อาจถูกกระเบื้องบาดเท้าหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้

มีข้อมูล ข้อปฏิบัติง่ายๆ เพื่อสุขภาพลูกน้อยแล้ว ฉะนั้น ก่อนพาลูกน้อยลงสระครั้งต่อไป อย่าลืมปฏิบัติทำตามคำแนะนำนะคะ

update by dodokung

ข้อมูลโดย Happy Baby.

http://www.happybaby.in.th/web

Leave a Reply

%d bloggers like this: