เทคโนโลยีป้องกันอันตรายสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด

เทคโนโลยีป้องกันอันตรายสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด!

ทุกวันนี้ ในมุมของคนเป็นพ่อแม่ ต่างเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า โลกภายนอกนั้นอันตรายเหลือเกิน ยิ่งกับเด็กปฐมวัยที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากนัก และล่าสุดกับกรณีน้องเอย ที่เราพบว่าความสูญเสียที่เกิดกับครอบครัวและสังคมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประมาณค่าได้ และไม่มีใครอยากให้เกิดกรณีน้องเอย 2 3 4 ตามมาเป็นแน่

วันนี้ เราจึงมองหาเทคโนโลยีที่อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้โลกของเด็กปลอดภัยมากยิ่งขึ้นมาฝากกันค่ะ ซึ่งพ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องซื้อหามาใช้ เพราะจุดมุ่งหมายของทีมงานเพียงแค่ต้องการแนะนำว่า แต่ละเครื่องมือเขามีเทคนิคอย่างไรในการป้องกันภัยให้กับเด็ก เผื่อให้พ่อแม่แต่ละบ้านนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมค่ะ เริ่มจาก

 

1. เทอร์โมมิเตอร์ไฮเทค บอกได้ว่าร้อน – เย็นเกินไปหรือไม่

เราอาจเคยมีเทอร์โมมิเตอร์ที่บอกได้ว่าอุณหภูมิห้อง ณ ตอนนั้นอยู่ที่เท่าไร แต่เราอาจไม่เคยทราบเลยก็ได้ว่า มันเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับเด็กหรือเปล่า เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไปหรือไม่ เจ้าเทอร์โมมิเตอร์รูปไข่นี้จึงถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ดังกล่าวแทนเทอร์โมมิเตอร์แบบเดิม ๆ โดยมันสามารถเตือนให้ผู้ปกครองทราบว่า ห้องที่เด็กนอนอยู่นั้นอากาศร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปได้นั่นเอง

 

2. สายรัดข้อมือบอกได้ว่าหนูอยู่ที่ไหน

หากพ่อแม่ลูกมีกิจกรรมที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านบ่อย ๆ เช่น ไปห้างสรรพสินค้า ไปสนามเด็กเล่น ตลาด โรงพยาบาล สนามบิน ฯลฯ กันเป็นประจำ การมีตัวช่วยอย่างสายรัดข้อมือที่ดูไม่สะดุดตานี้ก็น่าสนใจชิ้นหนึ่ง เผื่อในกรณีที่หลงทางกับลูก โดยมันสามารถระบุตำแหน่งของเด็กได้ 1 ชุดมีสองชิ้น ชิ้นหนึ่งพ่อแม่เป็นผู้สวม อีกชิ้นให้ลูกสวม โดยอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นจะสามารถส่งสัญญาณถึงกันได้ระยะ 100 ฟุต ซึ่งระบบจะแจ้งระยะห่างของเด็กให้ทราบผ่านทางหน้าจอ LCD

อย่างไรก็ดี ในท้องตลาด เราพบว่าอุปกรณ์ในลักษณะนี้ยังมีอีกหลายแบบ แต่ทั้งหมดล้วนมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมีตัวส่งสัญญาณตัวหนึ่งและเครื่องที่ใช้เตือนภัยให้พ่อแม่ทราบอีกเครื่องหนึ่งนั่นเอง

 

3. เด็กอยู่ในสระว่ายน้ำหรือไม่ ทราบได้ทันที

การมีสระว่ายน้ำอยู่ภายในบริเวณบ้านอาจเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่าฐานะของบ้านหลังนี้เป็นอย่างไร แต่ก็เป็นสระว่ายน้ำอีกนั่นแหล่ะที่อาจนำอันตรายมาสู่คนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่อาจหนีคุณพ่อคุณแม่ลงไปเล่นน้ำโดยพลการ เพราะพวกเขาจะเสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิตได้นั่นเอง ส่วนเจ้า PoolSonix Pool Alarm ก็มีไว้เพื่อป้องกันความสูญเสียดังกล่าว โดยส่วนของเซนเซอร์ของตัวเครื่องจะถูกติดตั้งอยู่ในสระว่ายน้ำ คอยตรวจจับการเคลื่อนไหวของคลื่นใต้น้ำ หากมีคนลงมาในสระว่ายน้ำในเวลาที่ระบบได้ถูกตั้งเตือนเอาไว้ เจ้าของบ้านจะได้ทราบทันทีนั่นเอง ข้อดีของมันอีกข้อคือทำงานด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย

 

4. มือถือป้องกันเด็กถูกทำร้าย

ด้วยหน้าตาของโทรศัพท์มือถือเหล่านี้อาจทำให้มันดูธรรมดา ๆ แต่ฟีเจอร์ที่มือถือรุ่น SA800i ของค่าย DocoMo ได้ใส่เอาไว้นั้นค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เช่น มันมี GPS ที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่าลูกอยู่ที่ไหน รวมถึงมีเสียงเตือนภัยเมื่อเกิดอันตรายกับเด็ก ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าเหมาะสำหรับเด็กที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนคนเดียว หรือเดินทางไปด้วยการเดินเท้า

 

5. คนขี้ลืมลูกไว้ในรถควรมีผู้ช่วยเตือน!

เครื่องมือชิ้นสุดท้าย แม้จะไม่อยากเอ่ยถึงกรณีน้องเอย ซึ่งทำให้พ่อแม่ทุกคนใจสลายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันก็จำเป็นค่ะ เพราะผู้ใหญ่ขี้ลืมทั้งหลายหากไม่สามารถดูแลเด็ก ๆ ได้ ก็ควรมีคนช่วยเตือน เพื่ออาจจะป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดกับอนาคตของชาติได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจากที่ทีมงานไปค้นหามา ก็พบว่ามีเจ้าเครื่อง ChildMinder car seat sensor นี้อยู่ โดยมันมีลักษณะเป็นแผ่นเซนเซอร์สำหรับสอดเข้าไปใต้เบาะนั่งในรถ หรือคาร์ซีท ส่วนตัวเครื่องส่งสัญญาณจะให้ติดไว้กับพวงกุญแจรถ

การทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวคือ แผ่นเซนเซอร์จะคอยวัดว่ามีน้ำหนักกดทับลงมาบนแผ่นเซนเซอร์อยู่หรือไม่ (เท่ากับว่ามีเด็กนั่งอยู่หรือไม่นั่นเอง) เมื่อมันตรวจจับสัญญาณได้ว่า ที่คาร์ซีทยังมีเด็กนั่งอยู่ แต่ตัวเครื่องส่งสัญญาณที่ติดกับกุญแจรถเริ่มห่างออกไปเรื่อย ๆ จนเกิน 15 ฟุต มันจะส่งเสียงเตือนให้ผู้ถือกุญแจรถรู้สึกตัวว่าตนเองได้ลืมเด็กเอาไว้ในรถทันที

แต่การมีเครื่องมือในลักษณะนี้ออกวางจำหน่ายอาจเข้าใจได้ว่า ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ของไทยที่สะเพร่าจนเป็นนิสัย แต่ยังมีผู้ใหญ่ที่ทำเรื่องไม่น่าให้อภัยอยู่อีกเป็นจำนวนมากทั่วโลกนั่นเอง

 

ขอบคุณ : ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

Leave a Reply

%d bloggers like this: