ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด

ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด

นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์

ในปัจจุบันทางการแพทย์และทางจิตเวชดูเหมือนจะรับรู้และยอมรับกันแล้วว่า “กาย” กับ “ใจ” มีความสัมพันธ์กัน การป่วยใจอาจทำให้ป่วยกาย และการป่วยกายก็อาจทำให้ป่วยใจไปด้วย โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจก็เป็นหนึ่งในนั้น ลองมาติดตามกันดูครับว่าสองโรคนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

ความสัมพันธ์ของสองเรา
จากการศึกษาพบว่าโรคซึมเศร้า (depressive disorder) กับโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) มีความสัมพันธ์กันใน 3 กรณีดังต่อไปนี้

1. โรคซึมเศร้าทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
มีการศึกษาหลายชิ้นที่ได้ทำการติดตามผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด เป็นเวลา 13-27 ปี เพื่อดูว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากน้อยแค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดประมาณ 8.2% ซึ่งมากกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่เป็นโรคซึมเศร้า) ถึง 1.7-4.5 เท่าตัว จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่าการเป็นโรคซึมเศร้านาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบขี้หงุดหงิด ใจร้อน โมโหง่าย ชอบแข่งขัน(หรือเปรียบเทียบ)กับคนอื่น และทำอะไรรีบๆ ร้อนๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากยิ่งขึ้น

2.โรคหัวใจขาดเลือดทำให้เกิดโรคซึมเศร้า
จากการศึกษาพบว่า ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดนั้นพบความชุกของโรคซึมเศร้าได้มากถึง 17-27% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าความชุกของโรคซึมเศร้าในคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าที่มากขึ้น

3.ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากความสัมพันธ์ในสองแบบแรกแล้วยังพบอีกว่า การที่ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะทำให้อาการของโรคหัวใจรุนแรงมากขึ้น มีโอกาสเป็นซ้ำสูงขึ้น และมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย
ขอยกตัวอย่างการศึกษาของ Leeperance (1996) ซึ่งได้ทำการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเป็นเวลา 18 เดือน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือ 1) กลุ่มที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย และ 2) กลุ่มที่ไม่มีโรคซึมเศร้า ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก 18 เดือนผ่านไป กลุ่มที่เป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคซึมเศร้าจะเสียชีวิตประมาณ 21% ส่วนกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจอย่างเดียวจะเสียชีวิตประมาณ 8% เท่านั้น

และหากดูผลการศึกษาหลายๆ ชิ้นจะพบข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันคือ ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีโรคซึมเศร้า 2-3 เท่าตัว และจากการศึกษาต่อมายังพบอีกว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยหากรักษาโรคซึมเศร้าแล้วอัตราการเสียชีวิตก็จะลดลงมาใกล้เคียงปกติได้

สาเหตุที่เรามีความสัมพันธ์กัน
ในแง่ของพฤติกรรม เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการเบื่อ ไม่อยากทำอะไร ทำให้ไม่สนใจดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแย่ลง จึงมีโอกาสทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนทั่วไป ส่วนในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็มักจะทำให้อาการของโรคแย่ลง อีกทั้งพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้ามักจะไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ขาดยาบ่อยๆ รวมทั้งไม่ไปพบแพทย์ตามนัดอีกด้วย
ในขณะเดียวกันตัวโรคหัวใจขาดเลือดเองก็ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรง จึงทำให้ผู้ที่เป็นเกิดความเครียดและความกังวลหลายอย่าง อีกทั้งอาการของโรคหลายครั้งก็จำกัดการทำกิจกรรมของผู้ป่วย (เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก) จึงทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย

ในแง่การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โรคซึมเศร้าก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย เช่น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น มีโอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้น การทำงานของเกล็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้การเป็นโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลานานจะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น (ฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สัมพันธ์กับความเครียด) ซึ่งผลของการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนคอร์ติซอลนี้ปลายทางแล้วจะทำให้ระดับไขมันชนิดแอลดีแอลสูงขึ้น (ไขมันแอลดีแอล (LDL) เป็นไขมันไม่ดี ค่ายิ่งสูงยิ่งไม่ดี) แต่มีไขมันชนิดเอชดีแอลลดลง (ไขมันเอชดีแอล (HDL) เป็นไขมันที่ดี ค่ายิ่งเยอะยิ่งดี) ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดให้สูงขึ้น

สุดท้าย
จากผลการศึกษาทั้งหมดทั้งปวงนี้สรุปได้ว่า “กาย” กับ “ใจ” นั้นมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นนอกจากเราจะดูแลสุขภาพ “กาย” แล้วก็อย่าลืมนึกถึงสุขภาพ “ใจ” ด้วยนะครับ ถึงจะเรียกได้ว่ามีสุขภาพดีอย่างแท้จริง และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หากพบว่าตัวเองเหมือนจะมีอาการซึมเศร้าแล้วละก็ ให้รีบมาพบแพทย์นะครับ

เพราะยิ่งรับการรักษาเร็วเท่าไรก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ “หัวใจ” เท่านั้น
…………………
เอกสารอ้างอิงที่สำคัญ
1. Glassman AH. Depression and cardiovascular comorbidity. Dialogues Clin Neurosci 2007; 9(1): 9-17
2. Glassman AH, O’Connor CM, Califf RM, et al. Sertraline Antidepressant Heart Attack Randomized Trial (SADHEART) Group. Sertraline treatment of major depression in patients with acute MI or unstable angina. JAMA 2002; 288(6):701-9
3. หนังสือ Kaplan & Saddock’s Synopsis of Psychiatry. บท Psychological factors affecting physical conditions. หน้า 813-827

credit: www.HealthToday.com

Leave a Reply

%d bloggers like this: