ความเป็นมาของขนมไทย

ขนมไทยและงานเทศกาลต่างๆ

ตั้งแต่ โบราณกาลมา ประเทศไทย หรือ “สยามประเทศ”
ได้สั่งสมขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม สืบทอดต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน
ทำให้ ประเทศไทยมีความเป็น “เอกลักษณ์”
มีสิ่งที่ทำให้คนในชาติได้รู้สึก ภูมิใจในความเป็นไทย

งานบุญ งานเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทยมีอยู่มากมาย
ถ้าจะให้นับคงไม่หวาดไม่ไหวล่ะ

เลือก เอาเฉพาะที่มีขนมไทย เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยละกัน
แต่ละภาคก็จะมีงานบุญ แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้น ๆ

ความงดงามของงานบุญที่รู้สึกได้
นอกจาก ความประณีตบรรจงของอาหาร ของหวาน ของถวายพระแล้ว
สิ่งที่ทำให้งานบุญ มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์
ก็จะเห็นจะเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันของคนใน ท้องถิ่น จัดงานขึ้นมา
นี่แหล่ะ มันคือ “เสน่ห์” ที่ใครต่อใครถึงได้หลงรักเมืองไทยของเรา

การทำบุญตามเทศกาล

การ ทำบุญเดือนสิบ
เป็นการทำบุญเพื่อแผ่กุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ภาค ใต้ใช้ “ขนมลา” เป็นขนมทำบุญ สันนิษฐานว่า
แต่เดิมน่าจะเรียกว่า “ขนมกะลา” เพราะใช้กะลาเจาะรูโรยแป้ง
แต่ด้วยสำเนียงการพูดห้วนสั้น จึงกลายเป็น “ขนมลา” ใน ปัจจุบันในวันนั้น
ขนมที่ใช้ทำบุญ จะมีแต่ขนมลาอย่างเดียว

งานบุญข้าวประดับดินเป็น งานภาคอิสาน
จะมีการทำบุญในเดือน 9 แรม 14 ค่ำ
โดยมีการแจกจ่าย สลากสำหรับพระ ภิกษุ
เพื่อถวายเครื่องบริขาร และเลี้ยงพระแต่ละรูป
จะ จับสลากได้แต่ละบ้าน ของและอาหารที่จับได้ไม่เหมือนกัน


ภาคกลางเรียกงานนี้ว่า “สลากภัตร”
งานบุญจุดประทีป ประเพณีการทำบุญ
ตรงกับกลางเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ หรือวันออกพรรษา
ชาวเมือง ภิกษุ สามเณร ต่างพากันจุดประทีปโคมไฟ
เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า
เมื่อถึงกำหนดทำพิธี คือขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เวลากลางคืน
ชาวบ้านชายหญิงต่างถือธูปเทียนไปจุดถวายพระ
ส่วนทาง พระศาสนามีการเทศน์ เรื่อง “อานิสงส์”
การจุดประทีปโคมไฟทำกัน 3 วัน จึงเสร็จพิธี



ขนมเลี้ยงพระและขนมที่ ใช้ในงานมงคลต่าง ๆ

ลักษณะของขนมและชื่อที่ใช้เรียก
คนไทยเรา ยังมีความเชื่อมั่นว่าเป็น “เคล็ด”
เพื่อให้งานเป็นงานมงคลขึ้น ความเชื่อเหล่านี้ได้แก่


ขนมจีน ทองหยิบ ทองหยอด ทองเอก ขนมถ้วยฟู และขนมชั้น เป็นต้น
ขนมจีน ลักษณะเป็นเส้นยาว สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ อายุยืนนาน
และ “เคล็ด” ของขนมจีนที่ใช้ในงานมงคล คือ ใช้ทั้งเส้นยาวๆ ไม่ต้องตัด

ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมที่มีคำว่า “ทอง” ถือ “เคล็ด”
ว่าร่ำรวย สูงค่า โดยเฉพาะฝอยทอง หมายถึง ความยืนยาวของชีวิต


ทองเอก เป็นขนมที่ถือว่าเป็นเลิศ เพราะความหมายดี ชื่อเพราะตาม “เคล็ด”
กล่าว ว่าขนมทองเอก นอกจากจะเป็นของทองที่มีค่าแล้ว
จะได้ความเป็นเอกหรือ เป็นหนึ่งด้วย
ฉะนั้นในพิธีมงคล สมรส หรือในพิธีขันหมากจึงนิยมใช้มาก

ขนม ถ้วยฟู หมายถึงความเฟื่องฟูของชีวิต

ขนมชั้น ตาม “เคล็ด” กล่าวไว้ว่านิยมทำ 9 ชั้น
หมายถึงความก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน หรือเลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์


ของหมักดอง ไม่นิยมใช้ในงานมงคล หรืองานแต่งงาน
เพราะกล่าวกันว่า จะเกิดเหม็นเปรี้ยว เหม็นโฉ่ไม่เป็นไม่มงคล

ตักบาตรเทโว ตักในวันออกพรรษาด้วย ข้าวต้มลูกโยน (มีหางจับโยนได้)
สมมติว่า พระท่านเป็นพระพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากดาวดึงษ์
พระท่านจะลงมาเป็นขบวน เวลาใส่บาตรเทโว
ผู้คนหนาแน่น ต้องแย่งกันใส่ เพราะหน้าฝน พระไม่ค่อยได้บิณฑบาต

พิธีสารทขนมจ้าง
สารท ขนมจ้าง ตรงกับเดือน 7 กลางเดือนข้างจีน หรือ กลางเดือน 9 ของไทย
คน ไทยเมืองภูเก็ตเรียกสารทนี้ว่า “พ้อต้อ”
พิธีสารทนี้ เป็นของชาวจีนจังหวัดภูเก็ต
มีการทำบุญเพื่อระลึกถึงขุนนางชาวจีนผู้ มีความกตัญญู รักชาติบ้านเมือง และได้จมน้ำตาย
พวกชาวจีนได้ทำขนมที่ ห่อด้วยใบไผ่ เรียกว่าขนมจ้าง
ไปเซ่นไหว้ในน้ำ โดยเอาขนมบรรทุกเรือ แจวไป
เมื่อไปถึงก็ทิ้งขนมลงในน้ำ เพื่ออุทิศให้แก่ขุนนางผู้นั้น
ประเพณี นี้ พวกราษฎรชาวจีนได้ทำต่อกันเรื่อยมา
แม้ผู้ที่อยู่ไกลทะเลก็จะกระทำ กันในบ้าน
สมมติเป็นท้องทะเล เมื่อไหว้เสร็จเอามากิน

“ขนมเต่า” พวกชาวจีนในตำบลบางเหนียวเหนือ จังหวัดภูเก็ต
ไหว้พวกอั่งยี่ที่ ล่วงลับไปแล้ว
ที่ศาลเจ้าบางเหนียวเหนือ ณ วันที่ 19 เดือน 7 ข้างจีน
ของ ที่ไหว้เป็นพิเศษ คือ “ขนมเต่า” ขนาดเกือบเท่ากะทะเหล็กใบใหญ่ ๆ เรียกว่า “บางเหนียว”


ประเพณีวันสารท ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
อาหารคาวหวานที่ใช้ถวายพระในวันนั้น คือ กระยาสารท (ใช้ ทุกภาคนอกจากภาคใต้)
ข้าวยาคู ข้าวมธุปายาส ข้าวทิพย์

ถ้าภาคใต้ใช้
ขนมลา ขนมพอ ขนมท่อนใต้ ขนมม้า ขนมเจาะหู
ขนมต้ม (ข้าวเหนียวใส่กะทิ ห่อด้วยใบกะพ้อแล้วต้ม)
ยาสาด (กระยาสารท) ยาหนม (กาละแม)

วันสารท การกวนข้าวทิพย์นั้น
มีประเพณีเดิมอยู่ว่าจะต้อง ใช้หญิงสาวพรหมจรรย์กวน
พระราชพิธีกวนข้าวทิพย์ในบรมมหาราชวัง
ในสมัยก่อนมีพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1
และ มีมาจนถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
เมื่อ ถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธี กวนข้าวทิพย์นี้ซาลงไปพักหนึ่ง
จวบจนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
พระองค์ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ อีกครั้ง
เด็กรุ่นสาวมีหน้าที่กวนข้าวทิพย์อย่างเดียวจนกระทั่ง เป็นสาวใหญ่

ในสมัยก่อนผู้ที่จะกวน ข้าวทิพย์นั้นจะต้องนุ่งขาว ห่มขาว ทำพิธีกวนถึง 3 วัน
พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทรงโปรดให้ผู้กวนข้าวทิพย์นั้นแต่งตัว ใหม่คือ
ให้แต่งเครื่องสี 2 วัน การแต่งตัวก็ต้องนุ่งจีบด้วย
สำหรับ วันกวนจะนุ่งขาวห่มขาว
การนุ่งขาวห่มขาวนี้ไม่ต้องนุ่งจีบเหมือนตอน แต่งเสื้อผ้าที่เป็นสีอย่างวันต้น
ผู้กวนมีเครื่องประดับอาภรณ์ อาทิเช่น ให้สวมสังวาลย์ สร้อยผูกข้อพระหัตถ์และพระบาท
แต่ถ้าเป็น สาวรุ่นสาวโตก็ใช้แต่สังวาลย์ และสายสร้อยประดับ

world






Leave a Reply

%d bloggers like this: