สูตรอาหารของหวาน : เต้าฮวยฟรุตสลัด

วันนี้เราก็มาทำของหวานทานคลายร้อนกันบ้างนะครับ นั่นก็คือ เต้าฮวยฟรุตสลัดนั่นเองครับ

เต้าฮวยฟรุทสลัด

ส่วนผสมเต้าฮวย

  1. ผงวุ้น 2 ช้อนชา
  2. น้ำ 3 ถ้วยตวง
  3. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
  4. วานิลลา 2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. เคี่ยวผงวุ้นกับน้ำจนละลายและใส่น้ำตาลทรายเคี่ยวจนวุ้นข้น
  2. ใส่นมข้นจืดและวานิลลา คนให้เข้ากัน ยกลงเทใส่ถ้วยทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ผลไม้เชื่อม

ส่วนผสมผลไม้เชื่อม

  1. น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
  2. น้ำ 1 ถ้วยตวง
  3. ผลไม้ต่างๆ เช่น สับปะรด มะละกอ องุ่น เงาะ ลิ้นจี่ เป็นต้น

วิธีทำ

  1. หั่นผลไม้เป็นลูกเต๋า พักไว้
  2. ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำนำไปตั้งไฟ เคี่ยวพอน้ำเชื่อมข้น ใส่ผลไม้เชื่อมจนได้ที่ ตักขึ้น จึงใส่ผลไม้อย่างอื่นลงไป เมื่อเสร็จแล้วตักขึ้น ราดบนเต้าฮวย

เพียงเท่านี้ก็จะได้ของหวานรับประทานกันแล้วล่ะครับ

รสแบบไหน ดีต่อสุขภาพ

ขึ้นชื่อว่าเมนูไทย รสชาติดุเด็ดเผ็ดมันอย่าง เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ต้องมากันครบ

ขึ้นชื่อว่าเมนูไทย รสชาติดุเด็ดเผ็ดมันอย่าง เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ต้องมากันครบ

ยิ่งร้านไหนปรุงอาหารได้จัดจ้านก็ยิ่งได้รับความนิยมอย่างแน่นอน ซึ่งคุณรู้ไหมว่า เจ้ารสชาติแซ่บๆ นี่แหละที่เป็นเหมือนเพชรฆาตเงียบอันน่าสะพรึงกลัว

จงระวังรสจัดจ้าน

ก่อนจะเข้าสู่โหมดเชียร์การรับประทานรสจืด เราขอชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับสารพัดความอันตรายที่ตามติดมากับรสชาติของอาหารแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่าว่าจะร้ายแรงเพียงใด

รสเค็ม

รสเค็มคือรสชาติหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ แม้เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า ความเค็มที่มากเกินไปจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ซึ่งอาหารไทยหลายชนิดมีส่วนผสมของเกลือในปริมาณสูง โดยความเค็มยังแอบซุกซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมอบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักดอง และซอสต่างๆ

นอกจากนี้ อาหารตามธรรมชาติบางอย่างก็ยังมีโซเดียมสูง เช่น อาหารทะเลและเนื้อสัตว์ต่างๆ นั่นจึงหมายความว่า เวลาที่เราจะรับประทานอะไรก็ควรต้องระมัดระวังในการปรุงรสพอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงเกิน

สำหรับโทษของการกินเค็มจัดคือ ทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง แต่ความอันตรายยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะความเค็มยังอาจก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ อาการบวม หัวใจวาย ริดสีดวง ไมเกรน และภาวะกระดูกบาง ซึ่งถ้าเราทานเกลือให้น้อยลงจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น

 รสหวาน

เมื่อพูดถึงที่มาของความหวาน น้ำตาลก็คือสิ่งที่หลายคนนึกถึง ซึ่งเจ้าน้ำตาลหวานหยดนี่แหละที่ถูกจัดให้อยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกายในทันทีที่กินเข้าไป ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในความหวานก็ควรระวังไว้สักนิด เพราะหวานมากไปก็ทำให้อ้วน เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนก่อให้เกิดไขมันสะสม

นอกจากนี้ อาหารรสหวานยังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งคนเป็นเบาหวานกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนัก และเป็นอันตรายมากเท่านั้น

รสเปรี้ยว

รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการรับรสเปรี๊ยวจากธรรมชาติอย่าง มะนาว มะกรูด มะขาม มะม่วงดิบ หรือสับปะรด นับว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าเป็นความเปรี้ยวที่มาจากสารสังเคราะห์อย่าง น้ำส้มสายชู หากบริโภคมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันกัน โดยโรคที่มากับอาหารรสเปรี้ยวคือ ท้องเสีย ร้อนใน ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา และกระดูกผุ

รสเผ็ด

การรับประทานอาหารรสชาติเผ็ดๆ ใส่พริก 10 เม็ด ชวนเหงื่อไหลไคลย้อยคือสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ โดยแหล่งที่มาของความเผ็ดร้อนมักมากับสมุนไพรกลุ่ม เช่น กานพลู ยี่หร่า กระเทียม หัวหอม และพริก ซึ่งความเผ็ดนี่เองที่จะช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้ใหญ่เป็นไปตามปกติ แต่ถ้าบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคกรดในกระเพาะอาหารที่ทำให้นักกินเผ็ดมักมีอาการท้องขึ้นและอึดอัด

นอกจากนี้ รสชาติอันเผ็ดร้อนจนเกินไปยังสามารถก่อให้เกิด สิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติทำให้เกิดสิวได้ง่าย และที่สำคัญอาหารรสเผ็ดยังมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดจึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว

เทคนิคในการกิน

เห็นหรือยังล่ะว่าการทานอาหารรสจัดนั้นมีแต่ส่งผลเสียให้กับร่างกาย ดังนั้น เราจึงมีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารให้อร่อยแบบไม่เสี่ยงโรคภัยมาฝากกัน

1. ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง

2. ลดการเติมเครื่องปรุงรส เพราะในเครื่องปรุงรสเกือบทุกชนิดมีปริมาณโซเดียมสูง

3. ลดการกินอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก หมูยอ แหนม เบคอน ผักดอง ผลไม้ดอง

4. ลดความถี่และปริมาณน้ำจิ้มของการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม เช่น ของทอด สุกี้ หมูกระทะ

5. เลี่ยงอาหารจานด่วน เพราะมีโซเดียมสูง

6. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนที่จะบริโภค

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

วัย 40 กับอาการปวดท้อง อายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็ยิ่งถามหา ยิ่งในวัยเลข 4 ด้วยแล้ว หลายคนมักมีปัญหาในเรื่องของอาการปวดท้อง ซึ่งงานนี้คุณๆ

 วัยสีสิบอัพควรรู้ตัวก่อนว่า เจ้าอาการปวดท้องนั้นมีสาเหตุจากอะไร และบริเวณที่ปวดนั้นสามารถบ่งบอกอะไรกับเราได้บ้าง

โรงพยาบาลพญาไท ให้ข้อมูลว่า อาการปวดท้องที่มักเกิดขึ้นบ่อยกับคนวัย 40 และอาการที่ว่านี้ก็เป็นสิ่งที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยมากที่สุด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดท้องนั้นมีหลายสาเหตุด้วย แต่พอจะแบ่งสาเหตุใหญ่ๆ ได้คือ อาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากอวัยวะภายในช่องท้อง และสาเหตุจากอวัยวะนอกช่องท้อง

สาเหตุจากอวัยวะภายในช่องท้อง

ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร, โรคในระบบทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี, โรคเกี่ยวกับตับ เช่น โรคเนื้องอกที่ตับ, โรคฝีในตับ, โรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ, โรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ ซึ่งมักจะมีการขับถ่ายที่ผิดปกติร่วมด้วย, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ โรคต่างๆ ในช่องท้องนี้ยังมีอีกมากมายซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้ นอกจากนี้โรคในระบบทางเดินปัสสาวะและโรคเฉพาะสตรีก็อาจทำให้ปวดท้องได้

สาเหตุจากอวัยวะภายนอกช่องท้อง

สามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องได้โดยที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่ามาจากโรคภายในช่องท้องที่สำคัญ ได้แก่ โรคปอดบวมแล้วมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งพบในผู้ป่วยวัยกลางคนขึ้นไปอาจมีอาการปวด จุกแน่นบริเวณช่องท้องส่วนบน, โรคหลอดอาหารส่วนปลายอักเสบ แม้กระทั่งโรคที่ผิวหนังที่บริเวณหน้าท้องก็อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงได้ เช่น โรคงูสวัด จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าท้องก่อนจะมีตุ่มใสๆ เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าท้องก็ได้

บริเวณที่ปวดบอกอะไร

กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าอาการปวดท้องนั้นเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งเราสามารถแบ่งบริเวณที่ปวดท้องได้เป็น 9 ส่วนคือ

1. ชายโครงขวา คือ ตับและถุงน้ำดี อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดีเช่น ตับอักเสบ ฝีในตับถุงน้ำดีอักเสบ

2. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ ถ้าปวดเป็นประจำเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ ถ้าปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ หากคลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่อาจหมายถึงตับโต แต่หากคลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่

3. ชายโครงขวา คือ ม้าม ซึ่งมักจะคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณนี้

4. บั้นเอวขวา คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบและถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

5. รอบสะดือ คือ ลำไส้เล็ก มักพบในโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้องน้อยขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้องก็อาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ

6. บั้นเอวซ้าย คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบและถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

7. ท้องน้อยขวา คือ ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก ปวดเกร็งเป็นระยะ ร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต ถ้าปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ และหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

8. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก ถ้าปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกะปริบกะปรอย มักเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน เป็นอาการปวดประจำเดือน แต่ในรายที่ปวดเรื้อรังในหญิงแต่งงานแล้วไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก

9. ท้องน้อยซ้าย คือ ปีกมดลูกและท่อไต ถ้าปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่ถ้าคลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็นเนื้องอกในลำไส้

อาการนี้อันตรายแน่

1. คุณปวดท้องใต้ชายโครงขวา หรือไม่?

2. หลังรับประทานอาหารแล้ว คุณมีอาการแน่นท้องอืดนาน แถมมีคนทักคุณว่าตาเหลืองด้วย หรือไม่?

3. คุณปวดท้องแน่นท้องส่วนบน แถมมีไข้หนาวสั่นด้วย หรือไม่?

หากคุณพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่ง อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคสำคัญ ดังนั้น ควรพบและปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยละเอียด

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

THE TECHNOLOGY BEHIND CITY Lips

THE TECHNOLOGY BEHIND CITY Lips

City Lips was recently featured on ABC 7 News where Dr. Dean ran a test of the best lip plumping treatments. 15 women were in the study and the average results was 3 millimeters increased lip volume.

Can City Lips Really Give You Younger, Healthier Lips In 10 Minutes?

A study was performed on a group of 15 women..
Here’s their before and after shots from that study:

before and after images from City Lips users who acheived fuller lips

Recently, a group of 15 women ages 17-40 applied City Lips advanced formula every night for 30 days. Instant visible results are shown after 10 minutes of application and long term results are shown after 30 days of continued use. Photos are all actual results, and have not been retouched.

City Lips IN GOODHOUSEKEEPING

Good Housekeeping test CityLips collagen  Lip plumping treatment

FROM THE GOOD HOUSEKEEPING INSTITUTE:

“Want lips this lush? Our testers did, so we asked them to try different treatments for a month, in hopes of releasing their inner Angelina Jolie. THE WINNERS: City Lips clear gloss Lip Plumping Treatment created the fullest smoochers.
-Good Housekeeping Magazine, Page 45.”

“…The original winner. City Lips is still champion.”
-Good Housekeeping

 

มะม่่วงมีคุณทางยา – เรื่องน่ารู้

มะม่่วงมีคุณทางยา – เรื่องน่ารู้

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556 เวลา 00:00 น.

มะม่วงเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเดี่ยวสีเขียว ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ปลายใบแหลม กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกออกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ลูกดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเหลืองส้ม มีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด พันธุ์มะม่วงที่นิยมปลูก ได้แก่ มะม่วงแก้วศรีสะเกษ มะม่วงพันธุ์มรกต มะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ทะวาย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง พันธุ์เขียวเสวย เป็นต้น และมีพันธุ์ส่งเสริมแยกตามลักษณะการรับประทานดังนี้ พันธุ์รับประทานสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้ อกร่อง ทองดำ พันธุ์รับประทานดิบ ได้แก่ ฟ้าลั่น เขียวเสวย และแรด พันธุ์แปรรูป ได้แก่ แก้วสามปีผลมะม่วงแก่ดิบจะให้พลังงานต่อร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เบต้า-แคโรทีน วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง ไนอาซิน วิตามินซี เป็นต้น

สรรพคุณทางยา ผลสดแก่ รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำ ผลสุก หลังรับประทานแล้วล้างเมล็ดตากแห้ง ต้มเอาน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง รับประทานแก้ท้องอืดแน่น ขับพยาธิ.

ที่มา เดลินิวส์

 

วิตามิน บำบัดอาการยามท้อง

วิตามิน บำบัดอาการยามท้อง

คุณแม่พอจะทราบกันหรือไม่คะว่า วิตามินที่เราทานเข้าไปสามารถบำบัดอาการยามท้องอะไรได้บ้าง แล้วอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเหล่านั้นมีอะไรบ้าง เราลองไปดูกันเลยค่ะ

Vitamins

วิตามินบี 6

แหล่งอาหาร: เห็ด มะเขือเทศ แป้งถั่วเหลือง ข้าวซ้อมมือ
บรรเทาอาการ: แพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง เป็นตะคริว บวมตามข้อ อ่อนเพลีย เจ็บปวดมากยามคลอด ครรภ์เป็นพิษ

วิตามินเอ / วิตามินอี

แหล่งอาหาร: วิตามินเอ – นมสด ไข่แดง น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว และผลไม้สีเหลือง
วิตามินอี – ไข่แดง บร็อกโคลี ถั่ว น้ำมันตับปลา น้ำมันพืช
บรรเทาอาการ: ท้องลาย ผิวแตก ขาลาย

วิตามินบี / วิตามินซี

แหล่งอาหาร: วิตามินบี – เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ไข่ ปลาทู นม ผักใบเขียว ข้าวซ้อมมือ
วิตามินซี – ส้ม น้ำมะนาว มะขามป้อม ฝรั่ง มันเทศ มะเขือเทศ
บรรเทาอาการ: น้ำหนักตัวขึ้นน้อย ลูกตัวเล็ก

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังทานอาหาร

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังอาหาร 

  1. อย่าสูบบุหรี่!!
    จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)
  2. กินผลไม้หลังอาหารทันที!!
    เพราะมันไปพองในท้องคุณ ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ จะดีกว่า
  3. อย่าดื่มน้ำชา!!
    เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้น ทำให้ย่อยยาก
  4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !!
    เพราะเป็นเหตุทำให้ลำไส้ไม่ปกติ
  5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !!
    เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่
  6. อย่าเดินหลังอาหาร !!
    แม้ว่าคุณจะเคยได้ยินว่ากินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าว จะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อการดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ
  7. อย่านอนทันที !!
    อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร

สูตรเครื่องดื่มคุณแม่ : น้ำถั่วแดง

สูตรเครื่องดื่มคุณแม่ : น้ำถั่วแดง

ถั่วแดง เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากๆ ดังนั้นจึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี และยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองปริแตก ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดีจึงสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนั้นยังอุดมด้วยกรดโฟลิคที่ช่วยบำรุงโลหิตอีกด้วย

Red bean drink

ส่วนผสม

  1. ถั่วแดงดิบ 2 ถ้วยตวง
  2. น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง
  3. น้ำตาลทรายแดง  2 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ล้างถั่วแดงให้สะอาดเลือกเมล็ดเสียทิ้ง แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
  2. ต้มถั่วแดงจนกระทั่งสุก ยกขึ้นพักไว้ให้เย็น
  3. ผสมถั่วแดงกับน้ำเปล่า แล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียด
  4. ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนตลอดเวลา ใส่น้ำตาลทรายแดง ชิมรสให้ออกหวานเล็กน้อย

Thai wedding

Thai wedding
Khanmark  Procession
The groom leads the procession walks foollowed by his parents,
family and friends.  The groom has to cross symbolic doors before
entering in to the bride ‘s house.

In traditional Thai weddings, the groom shall cross two gates called
“silver gate” and “gold gate”. To open the gate, the groom must give a gift, some money to the gate keepper.

To ask for the bride ‘s hand from her parent
The groom ‘s representative requests the bride ‘s hand to the father (พิธีสู่ขอ) These are about money and gift to be given to the family.

Bride ‘s parents will call the bride to ask for her consent.

Engagement Process
If both paries agreed, it will come to engagement proess.

Bide and Groom will exchange wedding rings.


After engagement process. Birde and groom will give “Wai” to their parents and older relative to show their respect.

Their parents will give bride and groom some money and the couple will give some gift in exchange.

Religious ceremonies
During this wedding ceremony nine monks are invited. The newly weds are near an altar, which is close to the first monk. A sacred thread joins the heads of both groom and bride and then unroll into the monks hands.

Near the first monk there is a bowl with a candle and water inside. This is used as holy water for Rod Nam Sang

Bride and Groom will put food in the bowls of Buddhist priests.

After that. Nine trays are placed in front of the monks. Each trays contains severl small dishes. After prayers are over, the newly weds give an envelope to each monk. The envelopes contain money. Then monks eat and when meal is over they go back to the temple. Religious ceremonies are now over

Rod Nam Sang
the traditional wedding customs will be followed. It is called ROD-NAM-SANG, and is the main event where both the bride and the bridegroom ‘s family get together. They witness this important event . Both the bridge and the bridegroom will sit  close together on the floor (or small stage) with their  hands held in WAI style. The most senior person will act as the leader of the event. He or she will start to soak the couple ‘s hands in water and wish them good luck. The water is contained in a conch shell container (ROD is soak, NAM is water and SANG is conch shell ) Then the parents and others will do the same. Usually ,only selected people like close friends. and close relatives will be invited to the ROD-NAM-SANG event

Please do not dress in BLACK colours (Dress and necktie). For Thais, the black colour is reserved for a sad event like a funeral. I have heard many Thais complained about foreigners wearing black dress to a wedding ceremony and it is a sign of bad luck to the bride and the groom.

 

เพียงพระบรมฉายาลักษณ์พาดผ่าน

เพียงพระบรมฉายาลักษณ์พาดผ่าน

ปลอกซิการ์จากต่างประเทศ พิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ใบเสร็จรับเงินการก่อสร้างพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงค์พระยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. 2450
หีบพระโอสถ มวนด้วยทองคำ ที่ระลึกในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้ง ร.ศ.116 ด้านหนึ่งหัวมุมด้านบนมีพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้อมเพชรจารึกลายพระหัตถ์ และลายมือชื่อผู้ตามเสด็จฯ อีกด้านหนึ่งเป็นภาพเรือพระที่นั่งมหาจักรี
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในกรอบโลหะ มีลวดลายเครือเถาและรูปวัว จารึกอักษร “ปีฉลูเบญจศก จ.ศ.1215” ซึ่งหมายถึงปีที่เสด็จพระราชสมภพ และอักษร “รัตนโกสินทร์ศก 122 ” ซึ่งเป็นปีที่พระองค์มีพระชนมายุ 50 พรรษา บนกรอบประดับจุลมงกุฎ
%d bloggers like this: